ชุมชนบ้านบางประ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คนรักษ์ป่าทุ่งน้ำหนองหลวง แหล่งวัฒนธรรมปลาน้ำจืด สร้างความมั่นคงแก่ชีวิต
ชุมชนบ้านบางประ ป้องกันและเฝ้าระวังการบุกรุกป่าทุ่งน้ำหนองหลวงซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เป็นทุ่งขนาดใหญ่ ในช่วงหน้าแล้งน้ำจะแห้ง ในหน้าฝนน้ำจะหลาก โดยเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและมีป่าชุ่มน้ำอยู่ตรงกลางของทุ่ง น้ำจะท่วมขัง 8-9 เดือน ซึ่งมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น จันทร์กระพ้อ หว้า ยางนา ขี้แรด พรูด จิก หยีน้ำ ปุดน้ำ ตะบูน หลุมพอ หวาย ฯลฯ เป็นแหล่งชะลอน้ำไหลแรงในช่วงน้ำหลากให้กับชุมชน รวมถึงชุมชนได้จัดทำแนวเขตพื้นที่ป่าทุ่งน้ำหนองหลวง ร่วมกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทอง เพื่อจัดทำขอบเขตให้ชัดเจน ในพื้นที่ 1,780 ไร่ มีการบวชป่าและปลูกป่าเพิ่มเติม จัดทำแนวกันไฟรอบพื้นที่ป่าที่มีพันธุ์ไม้สำคัญ เช่น ต้นจันทน์กระพ้อมากกว่า 1,000 ต้น และเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนผืนป่ากลับมาเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ทรัพยากรกลับมาอุดมสมบูรณ์ จำนวนและชนิดสัตว์น้ำมีจำนวนมากขึ้น ปลาบางชนิดที่หายไปก็กลับคืนมา การทำหลุมดักปลาในฤดูน้ำหลาก เพื่อเก็บไว้กินในหน้าแล้ง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร แหล่งอาหารแก่คนในชุมชน และหลายชุมชนในวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 เกิดเป็นแหล่งวัฒนธรรมปลาน้ำจืดของภาคใต้
ภูมิหลังของชุมชน
บ้านบางประ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนย้ายถิ่นฐานมาจากหัวเมืองนครศรีธรรมราช อพยพเรื่อยมาตามแม่น้ำตาปีและได้จับจองพื้นที่เพื่อที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 มีจำนวน 62 ครัวเรือน 150 คน การคมนาคมใช้ทางน้ำและการเดิน มีขุนแผ้ว จินดา เป็นผู้ใหญ่บ้าน การปกครองขึ้นกับอำเภอนาเดิม มีท่านเจ้าคุณพระวิชัย เดชะ เป็นนายอำเภอ ท่านข้าหลวงหยิบ ณ นคร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาปี พ.ศ. 2482 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดในบริเวณลุ่มน้ำตาปี จากอำเภอพระแสงลงไปถึงอำเภอพุนพิน ทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก เหลือราษฎรไม่กี่คน จึงอพยพมาอยู่ที่แห่งใหม่ คือบ้านบางประในปัจจุบัน
บ้านบางประเป็นพื้นที่ราบริมแม่น้ำตาปี ในอดีตมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ มีหนองน้ำตั้งอยู่กลางพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ลักษณะเป็นพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ บริเวณรอบหนองน้ำเป็นป่าไม้ใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด และปลาอีกหลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ รวมไปถึงพันธุ์ไม้หายากที่สำคัญ เช่น ไม้จันทร์กระพ้อ ประชาชนเลยตกลงกันว่าให้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงตั้งชื่อว่า “ทุ่งหนองหลวง” ต่อมาได้มีหน่วยงานเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าหนองทุ่งทองเข้ามาดูแลร่วมกับชาวบ้านและป้องกันการบุกรุกพื้นที่
สภาพทางกายภาพของพื้นที่เป็นที่ลุ่มขนาดใหญ่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้นอกจากใช้เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ระยะเวลาที่มีน้ำท่วมขังในอดีต จะมีน้ำท่วมขังเป็นเวลา 8-9 เดือน โดยต้นไม้จะไม่ตาย เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบน้ำขังประชาชนในอดีตเลยตกลงกันว่าให้พื้นที่ทุ่งหนองหลวง เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ให้ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามความเข้าใจของชาวบ้านในขณะนั้นคือ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ให้เป็นที่หลวง (ส่วนรวม) จึงเป็นที่มาของชื่อ “ทุ่งหนองหลวง”
ความโดดเด่นของผลงานช่วงรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2553
ชุมชนบ้านบางประดูแลป่าทุ่งน้ำหนองหลวง ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เป็นการดูแลในรูปแบบแบ่งปันใช้และช่วยรักษา แต่วิกฤตที่เกิดจากภาวะความแห้งแล้งในปี พ.ศ. 2548 ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ เข้ามาจับปลาในทุ่งหนองหลวงเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าปริมาณปลาที่คนภายนอกเข้ามาจับไปในปีนั้น มีจำนวนกว่า 20 ตัน ผลักดันให้ผู้คนนอกพื้นที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากป่าและทำประมงในทุ่งหนองหลวงอย่างไม่เหมาะสม ปี พ.ศ. 2549 โครงการ “รัฐเอื้อราษฎร์” จัดสรรที่ดินราชพัสดุให้ชาวบ้าน เพื่อจะนำไปสู่โครงการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ซึ่งแม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ก็เป็นช่องทางให้คนบางกลุ่มเข้ามาจับจองและซื้อขายที่ดินในป่า ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าอย่างรุนแรง ชุมชนจึงตัดสินใจเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย อาศัยผู้นำจริงจังที่รู้จักใช้ศาสตร์แห่งการประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ
ชาวบ้านทำเวทีเพื่อหามาตรการป้องกันและเฝ้าระวัง การบุกรุกป่าเพื่อจับจองและซื้อขายที่ดิน มีการรวมกลุ่มเพื่อลาดตระเวนป่า ใช้สื่อเพื่อถ่ายทอดสถานการณ์ให้สังคมภายนอกรับรู้ เช่น ถ่ายภาพการตัดไม้ การแผ้วถางป่า โพสต์ในเว็บไซต์ของ จ.สุราษฎร์ธานี และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในทุกระดับจนแกนนำอนุรักษ์ถูกขู่ฆ่า
ชาวบ้านรวมพลังช่วยกันเป็นหูเป็นตา และผลักดันให้ อบต.เคียนซา ทำเรื่องขอใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์เพื่อจัดทำป่าชุมชน จนบรรลุผลในปี พ.ศ. 2549 ภายใต้ชื่อ “ป่าชุมชนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ทุ่งหนองหลวง)” เนื้อที่ประมาณ 1,950 ไร่ และตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน แบ่งเป็น 5 ฝ่าย ทำกิจกรรมฟื้นป่าที่หลากหลาย รวมทั้งการปลูก “จันทน์กะพ้อ” ไม้ประจำถิ่นหายาก
การปรับเปลี่ยนหลังจากได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2553
ชุมชนยังคงดูแลและอนุรักษ์พื้นที่ป่าทุ่งน้ำหนองหลวงริมแม่น้ำตาปี ที่มีหนองน้ำใหญ่อยู่กลางพื้นที่ บริเวณรอบหนองน้ำเป็นป่าไม้ใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนได้จัดทำขอบเขตที่ชัดเจนกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทอง ในปี พ.ศ. 2556 พื้นที่ 1,780 ไร่ โดยแบ่งเป็นหนองน้ำ 1,000 ไร่ และพื้นที่ป่า 780 ไร่ ป่ามีพันธุ์ไม้ เช่น ไม้จันทร์กระพ้อประมาณ 1,000 ต้น หว้า ยางนา ขี้แรด พรูด จิก หยีน้ำ ปุดน้ำ ตะบูน หลุมพอ หวาย ฯลฯ และเป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญ เช่น กำแพงเจ็ดชั้น นมแมว กระบองเพชร ขมิ้นชัน ต้นเบา คล้า ต้นแฟบ มะเดื่อชุมพร คลุ้ม เถาคัน ต้นกุ่ม มะระขี้นก โคกกะออม พุงพิง หญ้างวงช้าง เป็นต้น รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น ลิง ค่าง ชะนี หมูป่า นกหลายชนิด โดยเฉพาะเป็นแหล่งน้ำที่มีความหลากหลายของปลาและสัตว์น้ำ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอที่มีขนาดใหญ่ ปลาสลิด ปลาไหล ปลาสลาด ปลากราย ปลาชะโด ปลาจีน ฯลฯ เป็นปลาที่หายไปจากพื้นที่แล้วกลับคืนมา เช่น ปลาสลิด ปลาเม็ง ปลาพรก ปลาช่อนข้าหลวง ปลาช่อนหัวแหลม นอกจากนี้ยังมีหอยต่าง ๆ เช่น หอยพลีส หอยกาบ หอยขม หอยโข่ง หอยเชอรี่ รวมถึงหอยลายเพิ่งกลับมาใหม่ ส่วนกุ้ง เช่น กุ้งแม่น้ำ กุ้งฝอย กุ้งก้ามกราม และปู เช่น ปูนา ปูแดง ส่วนเต่า เช่น เต่าหัวใหญ่ เต่าเล็ก เต่าราด เต่ากา เต่าขี้ผึ้ง
การปลูกป่าเพิ่มเติมในพื้นที่หนอง เช่น ต้นกระท่อมน้ำ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่สามารถขึ้นในพื้นที่หนองน้ำได้ นอกจากนั้นมีการขุดคูรอบพื้นที่ป่าเพื่อกันไฟป่าในหน้าแล้ง โดยได้รับงบสนับสนุนจาก อบต.เคียนซา และการร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดำริ การทำหลุมดักปลาในช่วงน้ำหลากของชุมชน เพื่อได้จับปลาในช่วงหน้าแล้ง ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร
การจัดตั้งสำนักสงฆ์บ้านบางประในพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นวัดร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 พื้นที่ 11 ไร่ ซึ่งมีต้นไม้เก่าแก่เหลืออยู่มาก ทั้ง สมอดีงู ยางนา หว้า หัน อินทนิล ตะเคียน โดยการจัดตั้งสำนักสงฆ์เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งช่วยเฝ้าระวังรักษาป่าในทางจิตวิญญาณ
การทำกิจกรรมหลากหลายต่อเนื่องสม่ำเสมอที่มีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งหญิงชาย เด็กและเยาวชน เช่น การปลูกป่า บวชป่า ช่วยปลูกฝัง ส่งผ่าน และสร้างสำนึกอนุรักษ์แก่คนในชุมชนและเยาวชน โดยทุ่งหนองหลวงแห่งนี้ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของพื้นที่ชุ่มน้ำของนักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำกิจกรรมมค่ายลูกเสือของนักเรียนโรงเรียนบ้านบางประ
จากความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ นอกจากเป็นแหล่งอาหาร ยังเป็นแหล่งประมงที่สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวในชุมชน โดยเฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 30,000 – 40,000 บาท รวมถึงการเก็บหาหวายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ 5,000 บาท/คน/ปี ทั้งนี้ ชาวบ้านจากชุมชนอื่น ๆ จาก อ.พระแสง บ้านส้อง นาสาร วิภาวดี พุนพิน และเคียนซา ยังได้เข้ามาใช้ประโยชน์ด้วย โดยช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ป่าทุ่งน้ำนี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญ ช่วยลดผลกระทบ ทำให้ชุมชนรอดพ้นวิกฤตได้
ชุมชนบ้านบางประ
ม.5 ต.เคียนซา อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี
ประสานงาน : นายประมวล ประสมรอด
99 ม.5 ต.เคียนซา อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี 84260 โทร. 062 364 6333
ประชากร : 188 ครัวเรือน 589 คน อาชีพ เกษตรกรรม สวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ประมง
พื้นที่ดำเนินงาน :
- พื้นที่ป่าทุ่งน้ำหนองหลวงริมแม่น้ำตาปี มีหนองน้ำใหญ่มากอยู่กลางพื้นที่ บริเวณรอบหนองน้ำเป็นป่าไม้ใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์พื้นที่ 1,780 ไร่ สภาพป่าเป็นป่าไม้ที่มีพันธุ์ไม้ เช่น ไม้จันทร์กระพ้อประมาณ 1,000 ต้น หว้า ยางนา ขี้แรด พรูด จิก หยีน้ำ ปุดน้ำ ตะบูน หลุมพอ หวาย ฯลฯ และเป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญ เช่น กำแพงเจ็ดชั้น นมแมว กระบองเพชร ขมิ้นชัน ต้นเบา คล้า ต้นแฟบ มะเดื่อชุมพร คลุ้ม เถาคัน ต้นกุ่ม มะระขี้นก โคกกะออม พุงพิง หญ้างวงช้าง เป็นต้น รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและสัตว์น้ำนานาชนิด
- สำนักสงฆ์บ้านบางประ พื้นที่ 11 ไร่
ระยะเวลาในการทำงานอนุรักษ์ : ปี พ.ศ. 2528 - ปัจจุบัน (รวม 39 ปี)