บ้านห้วยปลาหลด "ป่ากับคน"ฯ จังหวัด ตาก
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548
ประเภท : ชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)
บ้านห้วยปลาหลด "ป่ากับคน" การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและพอเพียงของชาวเฌเล จังหวัด ตาก
เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร นักวิชาการอิสระ คณะทำงานภูมิภาค ภาคเหนือ
จากพื้นที่ปลูกฝิ่นในอดีต ชาวเฌเลแห่งบ้านห้วยปลาหลดสามารถพลิกดินที่เสื่อมโทรม ให้กลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ รักษาป่าไว้ได้ แม้จะถูกกดดันให้ย้ายออกจากพื้นที่ ที่ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ไม่เพียงพลิกดินที่ฟื้นคืน ชุมชนบ้านห้วยปลาหลด ยังสามารถพลิกชีวิตมาสู่วิถีวนเกษตร ไม่พึ่งพาสารเคมี และมีความสุขด้วยการดำรงอยู่อย่างสมดุลและพอเพียง ระหว่างคนกับป่า
"พวกเราต้องรักษาป่าแข่งกับเจ้าหน้าที่"
คำแนะนำของพระป่ารูปหนึ่งที่ธุดงค์ผ่านเข้าไป และอยู่จำพรรษาในหมู่บ้านเมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากพื้นที่ของหมู่บ้านทุกตารางนิ้วทั้งที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชประกาศทับที่ และมีความพยายามจะย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ เมื่อปี 2524
คำแนะนำดังกล่าวยังก้องอยู่ในใจของชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้ และเสียงนั่นเป็นที่มาของการดูแลจัดการป่าของบ้านห้วยปลาหลด ชุมชนชาวลาหู่เฌเล จนป่าไม้ฟื้นตัวกลับมาอุดมสมบูรณ์ กล่าวได้ว่าผืนป่านี้เป็นผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในจังหวัดตาก
ไพรัช กีรติยุคคีรี สมาชิก อบต.ด่านแม่ละเมา ชาวบ้านห้วยป่าหลด ซึ่งมีโอกาสได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ เล่าว่า ผืนป่าของบ้านห้วยป่าหลดที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษามีสภาพที่สมบูรณ์มาก ไม้ใหญ่เขียวครึ้มเต็มพื้นที่ ในขณะที่เลยเขตหมู่บ้านออกไปผืนป่าอยู่ในสภาพที่วิกฤติเต็มที
วิกฤติชุมชน : ป่าลด ถูกกดดันให้ย้ายออกจากพื้นที่
บ้านห้วยปลาหลด ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นหมู่บ้านชาวลาหู่เฌเล หรือลาหู่ดำ ขนาด 100 กว่าหลังคาเรือน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช และเขตพัฒนาพื้นที่ดอยมูเซอของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดตาก ห่างจากตัวเมืองตากไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 เส้นทางสายตาก-แม่สอด ประมาณ 35 กิโลเมตร จนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 28 เลี้ยวขวาไปตามถนนลูกรังเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร
เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว ชาวลาหู่ 4 ครอบครัว เข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในพื้นที่ไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอ ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำให้ชาวบ้านย้ายตามเข้ามาอยู่มากขึ้น การทำมาหากินหลักของชาวบ้าน คือการทำไร่ ผลิตผลจากไร่ส่วนใหญ่ใช้บริโภคในครอบครัวเป็นหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด พืชผักต่างๆ ที่เป็นอาหารประจำวันของชาวบ้าน การใช้พื้นที่ทำกินชาวบ้านยึดถือธรรมเนียมการใช้ที่ดินที่สืบทอดมาจากบรรพชน ในลักษณะการหมุนเวียนกลับมาใช้ หลังจากใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกแล้ว 1 ปี ก็จะเว้นไว้ราว 3-4 ปี ก็จะกลับมาใช้พื้นที่ใหม่
ในอดีต เมื่อชาวบ้านเข้ามาตั้งรกรากใหม่ๆ นั้น ชาวบ้านจำนวนมากเสพและติดฝิ่น นอกจากการเสพแล้ว ฝิ่นยังถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ชาวบ้านจำนวนมากจึงหันไปปลูกฝิ่นเกือบทั้งหมู่บ้าน การทำไร่ฝิ่นเป็นการใช้ที่ดินที่ต่างจากการทำไร่ข้าว ซึ่งเป็นการใช้ที่ดินแบบหมุนเวียน ไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ในไร่แบบขุดรากถอนโคน แต่การทำไร่ฝิ่น ชาวบ้านจะถางพื้นที่จนโล่งเตียน ใช้ที่ดินจนหมดความสมบูรณ์แล้วก็เปลี่ยนไปทำที่ใหม่ในลักษณะไร่เลื่อนลอย ผืนป่ามหาศาลจึงถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
แม้จะใช้ที่ดินทำไร่ฝิ่นจำนวนมาก แต่ชาวลาหู่ก็ยังยึดถือคำสอนของบรรพชน พื้นที่ป่าบางแห่งจะไม่เข้าไปแตะต้องใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ป่าศาลเจ้า พื้นที่ป่าช้า ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนรวมของชุมชน ป่าที่เหลือรอดจากการทำลายก็จะเป็นพื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้
ปี 2524 อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ได้ประกาศพื้นที่อุทยาน พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ของหมู่บ้านทุกตารางนิ้ว มีความพยายามจากทางราชการที่จะอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยให้คำสัญญากับชาวบ้านว่าจะหาพื้นที่ให้อยู่ใหม่ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าอยู่ที่เดิม ผู้ใหญ่บ้านและแกนนำชุมชนในสมัยนั้น ได้ไปดูพื้นที่ที่ทางราชการจะให้ย้ายไปอยู่ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตชาวลาหู่ การทำมาหากินลำบาก จึงตกลงกันว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่นี้โดยเด็ดขาด
ก่อนหน้าที่ทางราชการจะประกาศเขตพื้นที่อุทยานฯ พระอาจารย์เด่น นนฺทิโย พระป่าจากวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ธุดงค์ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในหมู่บ้านได้นิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่ และได้ชักชวนชาวบ้านให้รู้จักการทำบุญตามแนวทางพระพุทธศาสนา ระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างให้ความเคารพบูชา และทำบุญโดยการถวายภัตตาหารอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากตกลงกันว่าจะไม่ย้ายออกตามคำสั่งทางราชการ ผู้ใหญ่บ้านได้เข้าไปปรึกษากับพระอาจารย์เด่น ท่านได้ให้คำแนะนำว่า ถ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปชาวบ้านจะต้องช่วยกันดูแลรักษาป่า รักษาป่าแข่งกับป่าไม้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวบ้านก็รักษาป่าได้
จากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านก็เริ่มต้นดูแลรักษาป่าอย่างจริงจัง แม้ว่าในระยะแรกจะเป็นไปด้วยยากลำบาก เพราะความกดดันจากทางราชการต่างต่างนานา ไม่ว่าจะเป็นความพยายามใช้กำลังเข้ามาขมขู่ชาวบ้านให้ย้ายออก การถูกจำกัดการพัฒนาเนื่องจากอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ การกดดันให้ย้ายเจ้าหน้าที่ฯ ที่ยืนอยู่ข้างชาวบ้านออกจากพื้นที่ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความพยายามของชาวบ้านในการดูแลกจัดการป่าของชาวบ้านลดลง ตรงกันข้าม การณ์ดังกล่าวกลับเป็นพลังเสริมให้ชาวบ้านทำงานอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีพระอาจารย์เด่น นนฺทิโย เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านมาตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบัน
กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ
หลังจากได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์แล้ว ชาวบ้านได้พูดคุยกันอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไร จึงจะให้ป่าฟื้นตัวคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อพิสูจน์กับทางราชการว่า ชาวบ้านก็สามารถดูแลและอยู่ร่วมกับป่าได้ การทำงานในช่วงนั้นกล่าวได้ว่าค่อนข้างลำบาก เนื่องจากชาวบ้านไม่มีประสบการณ์ในการจัดการมาก่อน มีแต่เพียงภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากบรรพชน ที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดินซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกับป่าอย่างสันติ เช่น การหมุนเวียนใช้ที่ดินแบบไร่หมุนเวียน การไม่เข้าไปตัดต้นไม้ในบางพื้นที่ เช่น ป่าศาลเจ้า ป่าช้า และป่าต้นน้ำ ฯลฯ
ชาวบ้านวิเคราะห์กันว่า สาเหตุที่ทำให้ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว คือการทำไร่ฝิ่นของชาวบ้าน แต่เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากเสพฝิ่น และฝิ่นก็สร้างรายได้ การห้ามทำไร่ฝิ่น การตัดทำลายไร่ฝิ่น จึงเป็นภารกิจแรกๆ ของชุมชน จากนั้น จึงเริ่มทำกิจกรรมฟื้นฟู รักษา และจัดการป่า แม้ว่าระยะแรกจะเป็นการลองผิดลองถูก แต่ชาวบ้านก็สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนป่ากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง กลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ ผ่านการลองผิดลองถูก จนเป็นที่มาของของความสำเร็จในการดูแลจัดการป่า ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการผลิต การแบ่งพื้นที่ การเพิ่มพื้นที่ป่าและความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่า และการป้องกันการทำลายป่า
การปรับเปลี่ยนการผลิต
หลังจากได้ตกลงใจร่วมกันว่าจะรักษาป่าแข่งกับป่าไม้ ภารกิจแรก คือการเลิกปลูกฝิ่น ในระยะแรกยังมีสมาชิกในหมู่บ้านจำนวนหนึ่ง ยังดื้อดึงลักลอบปลูกอยู่บ้าง ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันไปตัดทำลายไร่ฝิ่น ไม่ยอมให้มีใครในหมู่บ้านทำไร่ฝิ่นอีกต่อไป นอกจากการปราบปรามทำลายไร่ฝิ่นแล้ว ยังร่วมกับทางราชการบำบัดผู้ติดฝิ่นในหมู่บ้าน โดยได้รับการสงเคราะห์จากพระอาจารย์เด่นหลายเรื่อง จนผู้เสพฝิ่นในหมู่บ้านลดลงไปเรื่อยๆ จนหมดลง
เมื่อหยุดปลูกฝิ่น ป่าก็ค่อยเริ่มฟื้นตัว เจ้าของพื้นที่เริ่มนำไม้ยืนต้นจำพวกลูกเนียง ไม้ไผ่ กาแฟ ไปปลูกแซมในพื้นที่ป่าในลักษณะวนเกษตร จนกระทั่งชาวบ้านได้เริ่มเก็บผลผลิตมาจำหน่ายเป็นรายได้มาหลายปีแล้ว สำหรับพื้นที่ราบเชิงเขาผืนเล็กๆ มีลำห้วยไหลผ่าน ชาวบ้านใช้ปลูกซาโญเต้ หรือ "ฟักแม้ว" ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน ยอดฟักแม้วที่เป็นที่นิยมของคนเมืองจากบ้านห้วยปลาหลด จะวางขายที่ตลาดชาวไทยภูเขา บ้างก็จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน การปลูกซาโญเต้ของที่นี่ ไม่ใช่สารเคมี ปุ๋ยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นขี้วัวและขี้ไก่ ทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูง รายได้จึงเป็นกอบเป็นกำ
ส่วนการทำไร่ก็ยังยึดถือธรรมเนียมแบบเดิม กล่าวคือ ยังใช้พื้นที่ในลักษณะการหมุนเวียนกลับมาใช้ หลังจากใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกแล้ว 1 ปี ก็จะเว้นไว้ราว 3-4 ปี ก็จะกลับมาใช้พื้นที่ใหม่ นอกจากข้าวที่ได้จากการทำไร่แล้ว ยังมีพืชอาหารอื่นๆ เช่น แตง พริก ฟักทอง ข้าวโพด ฯลฯ สำหรับการมาบริโภคในครอบครัว รวมทั้งการใช้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย
การแบ่งเขตพื้นที่
ชาวบ้านกำหนดพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ไว้เป็นเขต ได้แก่ พื้นที่อยู่อาศัย-เป็นพื้นที่ตั้งหมู่บ้าน พื้นที่ป่าอนุรักษ์-เป็นพื้นที่ที่ห้ามชาวบ้านเข้าไปตัดไม้โดยเด็ดขาด พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมป่าศาลเจ้า 4 แห่ง ป่าช้า 4 แห่ง ป่าต้นน้ำกว่า 10 แห่ง พื้นที่ทำกินและใช้สอย แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่วนเกษตร พื้นที่ทำไร่ และพื้นที่ทำสวนผัก สำหรับพื้นที่วนเกษตร ชาวบ้านจะปลูกไม้ยืนต้นเช่น กาแฟ ลูกเนียง ไม้ไผ่ ฯลฯ แซมไปกับต้นไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ หากไม่สังเกตให้ดีจะพบว่าพื้นที่นี้เป็นผืนป่า ชาวบ้านนอกจากจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากพืชที่ปลูกแล้ว ยังได้อาศัยไม้จากในพื้นที่มาใช้สอยซ่อมบ้านเรือน ตัดมาทำฟืนอีกด้วย ส่วนพื้นที่ทำไร่ มีทั้งพื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกในปีปัจจุบันและพื้นที่ที่ปล่อยทิ้งไว้ให้ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ ก่อนที่จะกลับมาใช้ใหม่หลังจากพักไว้ราว 3-4 ปี และพื้นที่ทำสวนผักจะอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขา การใช้พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นการใช้พื้นที่ค่อนข้างถาวร มีการบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ พื้นที่เลี้ยงสัตว์อยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ใช้สำหรับเป็นที่เลี้ยงสัตว์วัวของชาวบ้าน สภาพพื้นที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับทำการเกษตร
การเพิ่มพื้นที่ป่าและความชุ่มชื้นให้ผืนป่า
หลังจากชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่น ต้นไม้ตามธรรมชาติก็เริ่มขึ้นและเติบโต รวมกับไม้ยืนต้นที่ชาวบ้านนำไปปลูกแบบวนเกษตร พื้นที่นี้ก็เริ่มเป็นผืนป่าแบบหนึ่ง สำหรับพื้นที่ที่มิใช่ที่ทำกิน ชาวบ้านได้นำต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เข้าไปปลูกโดยจะเลือกเอาวันสำคัญๆ ในแต่ละปี ป้องกันไม่ให้ไฟป่าเข้า เพียงไม่กี่ปี สภาพพื้นที่ก็กลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ป่าของหมู่บ้านก็เพิ่มขึ้น
นอกจากการปลูกป่าเพิ่มเติมในบางพื้นที่แล้ว ชาวบ้านยังได้รวมตัวกันทำฝายกั้นน้ำเพื่อชะลอการไหลของน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าตามลำห้วยสาขาต่างๆ ในพื้นที่ป่าของหมู่บ้านหลายแห่ง ทำให้ผืนป่าชุ่มชื้นขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ในแถบนั้น ลำห้วยเล็กน้อยในอดีตที่มีน้ำไหลไม่ตลอดทั้งปี ปัจจุบัน มีน้ำไหลตลอดทั้งปีให้ชาวบ้านได้อาศัยเพาะปลูกพืชยามหน้าแล้งได้
การป้องกันการทำลายป่า
ไม่เพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าโดยการปลูกไม้ยืนต้นนานาชนิดเท่านั้น ชาวบ้านยังป้องกันการตัดไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ด้วย ในบางครั้งมีชาวบ้านจากนอกหมู่บ้าน เข้ามาลักลอบตัดชาวบ้านต้องรวมตัวกันจับกุม ยึดไม้ของกลาง แม้ว่าจะไม่มีการเดินเวรยามตรวจตราการบุกรุกตัดไม้ แต่พื้นที่ทำไร่ของชาวบ้านก็อยู่รอบ ๆ หมู่บ้านแทรกตัวอยู่ในเขตป่า การออกไปทำไร่ทำสวนของชาวบ้าน ก็จะเป็นการตรวจตราไปในตัว เมื่อพบสิ่งผิดสังเกต หรือพบคนเข้ามาลักลอบตัดไม้ก็จะมาแจ้งชาวบ้านในหมู่บ้าน แล้วก็จะรวมตัวพากันไปหยุดยั้งการตัดไม้ของผู้ลักลอบ
นอกจากการป้องการการลักลอบตัดต้นไม้ ชาวบ้านยังร่วมมือกันป้องกันและดับไฟป่าอีกด้วย ในช่วงต้นแล้งของแต่ละปี ชาวบ้านจะช่วยกันทำแนวกันไฟรอบเขตพื้นที่ป่าของหมู่บ้าน ป้องกันไฟซึ่งเกิดจากการจุดล่าสัตว์หรือเผาป่า เพื่อหาผลผลิตของหมู่บ้านอื่นจากนอกเขต ลามเข้ามาภายในพื้นที่ป่า ในบางคราวที่ไฟลุกลามเข้ามาในเขต ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันไปดับไฟป่า แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาดึกดื่นค่ำคืน จักรพงษ์ มงคลคีรี ผู้ใหญ่บ้านห้วยปลาหลดเล่าว่า เมื่อแล้งที่ผ่านมาไฟลามเข้ามาในพื้นที่ป่าของหมู่บ้านราวตีสอง เขาและกรรมการหมู่บ้านต้องไปปลุกชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมาแล้วช่วยกันไปดับไฟป่า กว่าจะดับไฟจนหมดเวลาก็ล่วงไปถึงบ่ายโมง
"ป่ากับคน" การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและพอเพียง
การฟื้นฟู ดูแลและจัดการป่ามากว่า 20 ปี ตั้งแต่ถูกอุทยานประกาศทับที่ การถูกกดดันให้ย้ายออกจากพื้นที่ รวมทั้งถูกจำกัดการพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน โรงเรียน สถานีอนามัย ฯลฯ เงื่อนไขเหล่านี้แม้จะเป็นความกดดัน แต่อีกทางหนึ่ง ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพลัง ผู้มาเยี่ยมเยียนสัมผัสได้ถึงแมกไม้นานาพรรณราวป่าดงดิบ ที่อยู่สองข้างทางเข้าหมู่บ้าน และเมื่อเข้าไปถึงใจกลางหมู่บ้าน ก็จะเห็นผืนป่าเขียวครึ้มไปทั่ว ผืนป่าที่อยู่ในระยะสายตาจะเป็นสวนวนเกษตรของชาวบ้าน ที่นอกจากจะมีต้นไม้ตามธรรมชาติแล้ว ยังมีไม้ผลนานาชนิดที่ชาวบ้านปลูกแซมไว้ เช่น กาแฟ ลูกเนียง ไม้ไผ่ เพื่อเก็บผลิตผลบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้ของครอบครัว และหากมองไกลออกไปลิบๆ ก็จะเป็นป่าทึบเป็นหย่อมๆ ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ของชุมชน ห้ามตัดไม้โดยเด็ดขาด พื้นที่นี้มีหลายแห่ง ได้แก่ พื้นที่ป่าช้า พื้นที่ป่าศาลเจ้า และพื้นที่ป่าต้นน้ำ ออกจากหมู่บ้านไปทางตะวันตกของหมู่บ้าน ตามเส้นทางเล็กๆ ก็จะพบสวนผักซาโญเต้หรือฟักแม้ว กระจายอยู่เป็นหย่อมตามที่ราบเล็กๆ ชายเขาและมีลำห้วยเล็กไหลผ่าน ชาวบ้านจะกั้นฝายชั่วคราวกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเพาะปลูกในหน้าแล้ง เดินเลยออกไปก็จะเห็นพื้นที่ทำไร่ข้าวกระจายตัวอยู่ทั่วไป ในพื้นที่ที่ลาดชันไม่มาก และไม่ได้อยู่ใกล้กับป่าต้นน้ำ ในพื้นที่นี้จะมีพืชผักนานาชนิด ทั้งข้าว ข้าวโพด พริก เผือก ฟักทอง แตงกวา ฯลฯ ที่ชาวบ้านใช้บริโภคในครอบครัวและเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบพิธีกรรม ที่เหลือยังได้นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวทางหนึ่ง นอกจากก็มีพื้นที่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกพืช ไว้สำหรับเป็นที่เลี้ยงวัว
อานิสงส์สำคัญที่ได้รับเมื่อป่าฟื้นตัว คือดินที่สมบูรณ์ ข้าวไร่และพืชไร่ให้ผลผลิตดี ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี และยังเผื่อแผ่ไปถึงการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างซาโญเต้ ที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รวมทั้งไม้ยืนต้นนานาชนิดที่ปลูกแซมกับต้นไม้ธรรมชาติในสวนวนเกษตร
ผลผลิตและความสมบูรณ์ของผืนป่า คือของขวัญจากธรรมชาติที่มอบให้ชาวบ้านจากการลงแรงร่วมใจทำงานใน 20 กว่าปีที่ผ่านมา และความร่วมไม้ร่วมมือของชาวบ้านในการจัดการป่า ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี และวนเกษตรแบบคนพึ่งป่า ป่าพึ่งคน ก็ช่วยให้ชีวิตมีความสุข ไม่ต้องทุรนทุรายแหวกว่ายบนสายธารของการแข่งขัน
ทั้งหมดนี้หลอมรวมเป็นพลังสำคัญ ช่วยให้ชาวเฌเลดำรงวิถีของตนอยู่ได้ โดยไม่ต้องวิ่งตามความเปลี่ยนแปลงของโลกมากมายนัก