2,986

กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จ ตราด

กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน : ฟันฝ่าวิกฤต พลิกฟื้นผืนป่า สร้างชีวิตชุมชน

   กลุ่มอนุรักษ์ปละพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดในพัฒนาจากการเป็นผู้เฝ้าระวังป่า สู่การร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับผู้ทำสัมปทานป่าชายเลนอย่างผิดกฎหมาย ปัญหาจากการทำนากุ้ง ปัญหาการลักลอบตัดไม้ จนถึงปัญหาเรืออวนลากอวนรุน กิจกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนของชุมชนบ้านเปร็ดใน สามารถเชื่อมโยงสู่กิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านอนุรักษ์ ฟื้นฟูสภาพป่า ด้านเศรษฐกิจชุมชนและการศึกษา กิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนริเริ่มขึ้นล้วนสะท้อนให้เห็นความพยายามในการพึ่งพาตนเอง โดยมิต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ

   ชุมชนบ้านเปร็ดในเป็นชุมชนเล็กๆที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย มีประชากรเพียง 591 คน ด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ในการปกป้องผืนป่า ชุมชนมีศักยภาพในการดูแลผืนป่าชายเลน ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 12,000 ไร่ ชุมชนมีการรวมตัวเพื่อแก้ปัญหา ฝ่าวิกฤตการณ์ยามต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพล ขณะที่ความช่วยเหลือของภาครัฐยังเข้าไปไม่ถึง กลุ่มกิจกรรมที่ชุมชนริเริ่มขึ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานของเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่ชุมชน สามารถสรุปจากบทเรียนที่ผ่านมาว่า เป็นวิถีที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเองมากที่สุด ปัจจุบันกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าบ้านเปร็ดในได้ขยายขอบเขตสู่กิจกรรมด้านการศึกษา และขยายสู่เครือข่ายประมงพื้นบ้านเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นิเวศแห่งชีวิต

   ชุมชนบ้านเปร็ดใน สันนิษฐานจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสว่า คนรุ่นแรกอพยพมาจากประเทศจีนมาตั้งบ้านเรือนที่บ้านโคก ในปี พ.ศ. 2393 จากนั้นโยกย้ายมาที่บ้านเปร็ดใน แรกตั้งชุมชนมีเพียง 10 ครัวเรือน อาชีพสำคัญขณะนั้นคือ ทำนาข้าวไร่ และรับจ้างลอกเปลือกไม้โปรงสำหรับใช้ทำเชือกมัดของ การเก็บอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ตามป่าและชายฝั่งทะเลของหมู่บ้าน

   ปัจจุบัน หมู่บ้านเปร็ดใน มีเนื้อที่ประมาณ 2,367 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัยและที่สาธารณะร้อยละ 42 หรือ 99 ไร่ และพื้นที่เกษตรกรรมร้อยละ 58 หรือ 1,377 ไร่ ชุมชนตั้งอยู่บนที่ดอน สูงประมาณ 22 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ด้านตะวันออกของหมู่บ้านเป็นสวนยางพารา ถัดมาเป็นสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ สับปะรด และส้มโอ เป็นต้น ด้านตะวันตกเป็นนากุ้งและพื้นที่นา ที่ปัจจุบันปล่อยทิ้งร้าง ด้านนอกถัดจากนากุ้งเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ชุมชนยึดการเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ประกอบด้วยการทำสวนและการประมงนอกจากนั้นมีอาชีพรับจ้าง แม้การทำสวนผลไม้จะเป็นอาชีพหลักของชุมชน แต่การประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเล ถือเป็นพื้นฐานเดิมทางวัฒนธรรมของชาวบ้านเปร็ดในที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี ป่าชายเลนเป็นทั้งแหล่งไม้ใช้สอย พืชอาหาร สมุนไพร แหล่งอาหาร และแหล่งสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว เช่น การดักลอบปูดำ ปูแสม กุ้ง เก็บหอยแครง หอยปากเป็ด รวมทั้งจับปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากระบอก ปลาเก๋า ปลากะรังแดง และประหลาดุกทะเล

   ชาวบ้านกล่าวถึงความสำคัญของป่าชายเลน ในฐานะที่เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อปากท้องของชาวบ้านส่วนใหญ่ ชาวบ้านยังเชื่อว่าสวนผลไม้ให้ผลผลิตดี ต้องอาศัยความชุ่มชื้นของผืนป่าโดยรอบ นอกจากนั้นป่าชายเลนยังเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติที่ช่วยลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติ

ร่วมสู้ ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนชุมชน

   ในปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลประกาศพื้นที่สัมปทานป่าชายเลนทับพื้นที่ป่าของชาวบ้าน ระยะแรกชาวบ้านไม่ทราบขอบเขตของการทำสัมปทาน หากก็ช่วยกันสอดส่องดูแลการเข้าไปตัดไม้ ต่อมาในปีพ.ศ. 2525 ชาวบ้านทราบข่าวว่าบริษัทสัมปทานลักลอบตัดไม้แบบทำลายป่าอย่างผิดเงื่อนไขของการทำไม้แบบสัมปทาน เช่น การตัดไม้นอกพื้นที่สัมปทานล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ป่าใช้สอยของชาวบ้าน และเมื่อตัดไม้ในแปลงแล้วไม่ปลูกทดแทน ผู้ใหญ่สง่า ผึ้งรั้งจึงได้นำกลุ่มชาวบ้านคัดค้านนายทุนที่เข้ามาตัดไม้สัมปทาน โดยยื่นหนังสือเสนอให้ทางราชการเปิดเผยข้อมูลเรื่องแนวเขตพื้นที่ป่าสัมปทาน และดำเนินการตรวจสอบการทำไม้และปลูกป่าทดแทนของบริษัทสัมปทาน แต่ทางราชการมิได้ดำเนินการใดๆ

   ปี พ.ศ. 2526 - 2529 บริษัทสัมปทานและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านและเสนอโครงการพัฒนาป่าชายเลนแบบยั่งยืน โดยการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ขึ้นในหมู่บ้าน ตามโครงการจะทำการแบ่งเขตพื้นที่ป่า คือ ป่าบนแผ่นดินปลูกต้นไม้และป่าชายฝั่งเลี้ยงปลาและปู โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้และชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ โดยจะแบ่งพื้นที่ในโครงการให้เป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อและลงรายชื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว

   หากในทางปฏิบัติ นายทุนได้ทำการขุดคันน้ำกั้นน้ำเค็ม เพื่อทำลายระบบนิเวศป่าชายเลนซึ่งจะมีน้ำขึ้นลงในแต่ละวัน ต้นไม้ป่าตายไปเป็นจำนวนมาก จากนั้นนายทุนได้ถางพื้นที่บริเวณคลอง 7 เพื่อทำเป็นนากุ้ง ชาวบ้านตระหนักว่าหากปล่อยให้มีการทำลายในลักษณะนี้ต่อไป จะไม่หยุดเพียงคลอง 7 หากจะขยายไปคลองอื่นๆ ป่าชายเลน เป็นทั้งแหล่งหาอาหารและแหล่งประมงของชาวบ้าน คนในชุมชนห้วงน้ำขาวและชุมชนใกล้เคียงจึงรวมตัวกันต่อต้าน ขับไล่นายทุนออกไป หากนายทุนที่เข้ามาในพื้นที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลในขณะนั้น ได้ใช้อาวุธและกำลังคนเพื่อสลายการรวมตัวของชาวบ้าน การต่อสู้เริ่มรุนแรงมากขึ้น ชาวบ้านทั้งหญิงและชายร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ใช้ทั้งปืนและอาวุธพอที่จะหาได้เพื่อสู้กับนายทุนรุกป่า

   นอกจากนั้น ชาวบ้านยังใช้กลยุทธ์แบบอหิงสาในการต่อสู้ โดยทำหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งในระดับกรม ทบวง กระทรวง ส.ส.ในพื้นที่ จนถึงการทำหนังสือและเดินขบวนขับไล่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจนต้องลาออกในปี พ.ศ. 2529 หลังขับไล่กลุ่มนายทุนอิทธิพลออกจากพื้นที่แล้ว ชาวบ้านได้ประสานความร่วมมือไปยังทหารสังกัดปืนใหญ่ ที่ประจำการที่ชายแดนกัมพูชา เพื่อขอให้ช่วยระเบิดประตูน้ำในนากุ้ง เพื่อป้องกันการกลับเข้ามารุกพื้นที่ของนายทุน และเปิดทางให้นำทะเลขึ้นลงหมุนเวียนในพื้นที่เช่นเดิม จากนั้นในปี พ.ศ. 2530 ชาวบ้านร่วมมือกันปลูกป่าที่ผ่านการทำสัมปทานและการทำนากุ้ง รวมพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ส.จ.ในพื้นที่ และสมาชิกในชุมชน กำหนดเป้าหมายจะฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมให้เต็มพื้นที่ในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนั้นยังมีการปลูกเสริมในบางพื้นที่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541

   แม้ปัญหาจากภายนอกจะหมดไป หากปัญหาภายในยังรอการแก้ไข ชาวบ้านบางส่วนหมู่บ้านลักลอบตัดไม้เพื่อทำร้านหรือเสาปักค้ำแถวถั่วและแตง ในปีพ.ศ. 2537 - 2538 เริ่มมีการรณรงค์ให้เลิกตัดไม้ป่าชายเลนในหมู่บ้าน โดยใช้การพูดคุยด้วยเหตุผลและออกกฎห้ามตัดไม้จนปัจจุบัน สามารถยุติการตัดไม้ชายเลนได้ทั้งหมด ชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้ไม้อ้อแขมแทน ปัญหาอีกประการหนึ่ง คือการที่ชุมชนใกล้เคียงลักลอบตัดไม้จากป่าชายเลนไปเผาถ่าน ชุมชนบ้านเปร็ดในแก้ปัญหา โดยขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ มีการออกลาดตระเวนร่วมกัน ซึ่งแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

   อีกประการหนึ่งมาจากเรืออวนรุนอวนลากที่รุกเข้ามาไถคราดทำลายทรัพยากรหน้าดินบริเวณคลองใหญ่ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อแหล่งผสมพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลของทรัพยากรสัตว์น้ำวัยเยาว์เท่านั้น ยังทำลายตนไม้ในป่าชายเลน ชุมชนแก้ปัญหาโดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ประมงจังหวัด กรมเจ้าท่า เข้ามาในพื้นที่ พร้อมเชิญชาวบ้านตำบลใกล้เคียงมาร่วมพูดคุยหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือเพียงพอ

   จากบทบาทการเป็นผู้เฝ้าระวังป่า พัฒนาสู่กระบวนการทำงานในรูปแบบองค์กรชาวบ้าน ชาวบ้านได้มีแนวคิดก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลยขึ้น และได้จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นของสมาชิกในหมู่บ้าน ปรากฏร้อยละ 96 เห็นด้วยที่จะจัดตั้งเป็นกลุ่ม โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน” เมื่อปีพ.ศ. 2541 โดยมีชาวบ้านทั้งหมู่บ้านร่วมเป็นสมาชิก กิจกรรมหลักของกลุ่มคือการจัดเวรยามจัดเปลี่ยนกันสอดส่องดูแลป่า แบ่งเขตพื้นที่ดูแลรับผิดชอบ 6 กลุ่ม รวม 20 ครอบครัวร่วมดูแลป่าในเขต 3 คลองที่เป็นแหล่งประมงของชาวบ้าน เมื่อพบเห็นการบุกรุกทำลายป่า ชาวบ้านก็จะนำมาปรึกษาหารือเพื่อแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในทุกวันที่ 4 ของเดือน ตัวแทนแต่ละกลุ่มจะเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ ประชุมหารือ และวางแผนการทำงานในอนาคต โดยชุมชนได้เชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม

   กิจกรรมอื่นๆที่ชุมชนริเริ่มร่วมกัน เช่น กิจกรรมอนุรักษ์ปู่แสม เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 โดยรณรงค์ให้ชาวบ้าน “หยุดจับร้อย คอยจับล้าน” เนื่องจากในช่วงแรม 4-5-6 ค่ำของเดือนตุลาคม เป็นปูแสมวางไข่และเป็นตัวอ่อน โดยขอความร่วมมือจากชาวบ้านทั้งในและนอกหมู่บ้าน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า ถ้าจับปูแสมในช่วงนี้จะเป็นการลดปริมาณปูแสม หากรอให้ผ่านช่วงนี้ไป ปริมาณปูแสมจะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมหาศาล

   ในระยะแรก ชาวบ้านในชุมชนยังไม่เห็นความสำคัญของการห้ามจับปูแสมในช่วงดังกล่าว หลังจากการรณรงค์เชิญชวนและขอความร่วมมือจากชาวบ้านที่มีอาชีพจับปูแสม เป็นระยะเวลา 1 ปี ผลที่ปรากฏคือ ปูแสมมีจำนวนมากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาปูแสมจะมีปริมาณน้อยมากในช่วงเวลาดังกล่าว

   กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ จากศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTCK) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านการจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจและฝึกทักษะในการจัดการป่าชายเลน โดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมกิจกรรมที่ดำเนินร่วมกันคือ การเก็บข้อมูลชุมชน และการสำรวจประเมินทรัพยากรป่าชายเลน โดยชุมชนมีส่วนร่วม

   นอกจากนั้น กองทุนเพื่อชุมชน (SIF) ธนาคารออมสิน ได้อนุมัติเงินทุนให้แก่โครงการดูแลรักษาป่าของชุมชน โดยชุมชนได้นำทุนดังกล่าวมาจัดสร้างสะพานข้ามคลอง เพื่อใช้ในการดูแลรักษาป่าและทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน รวมทั้งจัดซื้อเรือลาดตระเวนและที่พักอาศัยสำหรับการตรวจป่า

   กิจกรรมการปลูกป่าในพื้นที่คลอง 7 ซึ่งถูกทำลายจากการทำนากุ้ง ได้รับความช่วยเหลือด้านงบประมาณ จากสำนักงานป่าไม้จังหวัดตราด

   ป่าชายเลนชุมชนบ้านเปร็ดใน ในวันนี้ คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ หลังจากชุมชนร่วมกันดูแลมาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี ในพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพ เกิดกระบวนการ ทดแทนทางธรรมชาติค่อนข้าสูง พันธุ์ไม้ต่างๆ เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสม ลำพู ตะบูน ต่างงอกเงยขึ้นปกคลุมทั่วพื้นที่

   ชุมชนได้รับประโยชน์จากสัตว์น้ำที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ป่ากลายเป็นบ้านของสัตว์ รวมทั้งนกนานาชนิดที่เคยอพยพหนีไปอาศัยแหล่งอื่น เช่น นกกลีบบัว นกอีโก้ง นกกระสา นกเป็ดน้ำ เหยี่ยว บัดนี้คืนถิ่นให้ได้พบเห็นเป็นจำนวนมาก

ป่าชุมชน ปลูกจิตสำนึก สร้างกลุ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง

   จิตสำนึกในการมีส่วนร่วมดูแลป่าขยายสู่ทุกกลุ่มในชุมชน จากกลุ่มคณะกรรมการหมู่บ้านชาวบ้านทั่วไป รวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งนอกจากกิจกรรมการปลูกป่าแล้ว กลุ่มยังได้จัดกิจกรรมประกวดเรียงความ หัวข้อ “ป่าของเรา” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นต่อการจัดการป่าของชุมชน ในขั้นตอนของการสำรวจทรัพยากรป่าชายเลน เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม เป็นการฝึกทักษะให้เด็กรู้จักสังเกตและเรียนรู้โครงสร้างของป่า ชนิดของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเขตป่าชายเลน

   นอกจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าและพัฒนาป่าชายเลนแล้ว ชุมชนบ้านเปร็ดในยังมีการรวมกลุ่มในลักษณะองค์กรชาวบ้านอื่นๆ อาทิ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อคุณธรรมครบวงจรชีวิต เริ่มในปีพ.ศ. 2538 ปัจจุบันมีสมาชิก 514 คน ปัจจุบันสามารถระดมเงินได้ประมาณล้านบาทเศษ เงินปันผลจากกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ใช้เป็นกองทุนสวัสดิการให้คนในชุมชน เช่น ค่ารักษาพยาบาล งานศพ

   สหกรณ์หรือศูนย์สาธิตการตลาด ซึ่งเปรียบเสมือน “ร้านค้าชุมชน” ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2529 เป็นรูปแบบการระดมทุนเพื่อให้สมาชิกได้ซื้อของอุปโภค-บริโภคในราคาถูก โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

   นอกจากนั้นยังมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร แปรรูปอาหาร เช่น ข้าวเกรียบจากสมุนไพร เช่นดอกอัญชัน ต้นขู (ซึ่งเป็นสมุนไพรจากป่าชายเลน) กลุ่มบ้านแม่หลวง กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรีอาสา

   กิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน นับเป็นผลงานของชุมชนบ้านเปร็ดในที่ได้รับความสนใจ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรชาวบ้าน ซึ่งได้เดินทางมาศึกษาดูงานบ่อยครั้งรวมทั้งชาวต่างประเทศ ที่ให้ความสนใจมาศึกษาดูงานด้วยเช่นกัน

   ชุมชนบ้านเปร็ดใน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของชุมชนคนรักป่าที่สะท้อนให้ถึงความเข้มแข็งของชุมชน ดังกรณีการรวมตัวคัดค้านสัมปทานป่าไม้รุกล้ำพื้นที่ป่ามากถึง 12,000 ไร่โดยมีระบบการจัดการแบ่งความรับผิดชอบเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม

   พื้นฐานความสามัคคีของชุมชนแห่งนี้คือ การผ่านประสบการณ์ เรียนรู้จักอดีต นอกจากเดิมที่ทรัพยากรในระบบนิเวศป่าชายเลนที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่านานาชนิด กลับลดน้อยลงเมื่อป่าถูกทำลายทั้งจากสัมปทาน นากุ้ง และเรืออวนลาก อวนรุน เรือคราดหอย ส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชุมชนแสดงความเข้มแข็ง ด้วยการร่วมคิดหาทางออกให้กับปัญหาและเมื่อได้แนวความคิดแล้ว ชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

   นอกจากนั้น กิจกรรมการอนุรักษ์ป่ายังขยายผล เชื่อมโยงสู่กิจกรรมที่หลากหลาย สร้างสานเครือข่ายความร่วมมือจากทุกกลุ่มในชุมชน ขยายผลสู่เครือข่ายนอกชุมชน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติของสาธารณะชุมชน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติของสาธารณะชน และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำสำคัญที่ยังเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในน่านน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทย


2,986