943

มิยะ หะหวา คนรากหญ้าแห่งทะเลตรัง จังหวัด ตรัง

ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 7  ประจำปี 2548

ประเภท : บุคคล

มิยะ หะหวา คนรากหญ้าแห่งทะเลตรัง จังหวัด ตรัง

บรรจง นะแสผู้อำนวยการโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ และอรดี หะหวา

   นางมิยะ หะหวา เป็นหญิงชาวบ้าน จบแค่ ป.4 แต่เป็นผู้ใฝ่รู้ ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลา ฉลาดมีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ เป็นหญิงมุสลิมที่กล้าแสดงออก รักครอบครัว และรักความเป็นธรรม เป็นปากเสียงแทนพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านในการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม และทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนห้วงสุดท้ายของชีวิต

   นางมิยะ หะหวา เป็นชาวท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2502 ในครอบครัวมุสลิมที่ประกอบอาชีพทำการเกษตรและขายของเร่ มีพี่น้องรวมกัน 10 คน

   มิยะแต่งงานกับนายหย่าเหตุ หะหวา ชาวประมงพื้นบ้านในบ้านเจ้าไหม ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ คือ นางสาวธรรมพิศ หะหวา นายไกรสร หะหวา นางสาวอรดี หะหวา นายจักรพันธุ์ หะหวา และนายศุภชัย หะหวา ครอบครัวนี้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ รวมกับพี่น้องอีกสองสามครอบครัว ในที่ดินของพ่อหย่าเหตุ หย่าเหตุยังประกอบอาชีพทำประมงและรับจ้างทั่วไป ขณะนี้ลูก 2 คน กำลังศึกษา คนแรกกำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี อีกคนหนึ่งจบระดับมัธยมปีที่ 6 ทุกคนทำงานช่วยครอบครัว น้องๆ ที่เหลือต้องรอให้พี่ๆ จบก่อน จึงจะเข้าศึกษาต่อ เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อ

แววนักสู้ของมิยะเริ่มต้นตั้งแต่ยังรุ่น...

   "ตอนอายุ 13 -14 ปีได้มั้ง ฉันออกจากบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มาตามหาพ่อที่จังหวัดตรัง" มิยะเคยเล่าเรื่องราวหนหลัง ให้คนทำงานในแวดวงอนุรักษ์ฟัง

   "ครอบครัวเราลำบากมาก...ฉันไปมาระหว่างนครฯ กับตรัง เตร็ดเตร่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ลองคิดดูเอาเองว่า การเดินทางช่วงนั้นมันไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ฉันคิดถึงพ่อ ฉันอยากพบพ่อ ใครบอกข่าวว่าพ่ออยู่ที่ไหนฉันไปหมด แม้เส้นทางการเดินทางจะลำบาก แต่ความปลอดภัยฉันว่ามีมากกว่าสมัยนี้ ฉันไปหาพ่อ ตามหมู่บ้าน ตามแพปลา ท่าเรือประมง และโรงถ่านเกือบทั่วในจังหวัดตรัง และฉันก็ได้พบกับบังเหตุ" ก็เพราะการเผชิญชีวิตเพื่อตามหาพ่อนี่แหละที่ทำให้มิยะพบรักกับสามี

งานเพื่อสังคม

   มิยะ หะหวา เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 แต่เป็นคนที่ใฝ่รู้และศึกษาเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลา เป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ เป็นผู้หญิงมุสลิมที่กล้าแสดงออก รักครอบครัว และรักความเป็นธรรม มิยะได้เป็นปากเสียงแทนพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านตลอดมาในการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมกับชาวประมงพื้นบ้าน มีความกล้าหาญ จิตใจกว้างมีเพื่อนมาก และไม่เคยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนและที่อื่นๆ

   การได้ขลุกกับนักคิดในหมู่บ้าน ทำให้มิยะมีความเข้าใจเรื่องการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล เธอโดดเข้าร่วมกิจกรรมการอนุรักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนในทะเลตรัง งานของมิยะมีทั้งปฏิบัติการโดยตรงและสนับสนุนชุมชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อวันเวลาผ่านไป มิยะสะสมประสบการณ์ เธอจึงเปรียบเสมือนครูภูมิปัญญาท้องถิ่นคนหนึ่งที่สามารถให้ข้อมูล ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมแก่เพื่อนบ้าน แก่ผู้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมชายฝั่งที่มาเยี่ยมเยือน มิยะยังเป็น "ครู" ของเยาวชน นักศึกษา และนักพัฒนารุ่นใหม่จำนวนมาก ทั้งยังเป็นผู้ให้ข้อคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นปัญหา และนโยบายต่างๆ อย่างเฉียบแหลมในหลายๆ เรื่อง

   ด้วยนิสัยกล้าหาญ มิยะจึงกล้าที่จะปกป้องทรัพยากรของส่วนรวมอย่างไม่ลังเลใจ ดังเช่น กรณี อบต. ในตำบลที่เธออยู่บุกรุกที่ของอุทยานเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถ ซึ่งเธอเห็นว่าไม่เหมาะสมและเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน มิยะได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อผู้ตรวจการรัฐสภา และจนบัดนี้เรื่องยังคงค้างอยู่ที่ศาลปกครอง นอกจากนี้ เธอยังเคยร่วมกับแกนนำในหมู่บ้านสกัดกั้นมิให้มีการลักลอบขนซากปะการังบนหาดทรายหน้าอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นการทำลายชายหาด และผิดกฎหมายทั้งๆ ที่พื้นที่แห่งนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติ

   ช่วงที่มิยะได้รับเลือกจากชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ให้เป็นตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการของสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ มิยะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นสตรีเพียงคนเดียวในช่วงนั้น ความฉลาดรอบรู้ มีคำพูดเสียงดังฉะฉานตรงไปตรงมา แต่มีบุคลิกร่าเริงสนุกสนาน ทำให้มิยะเป็นที่รักใคร่และสนิทสนมกับทุกๆ คน รวมถึงพี่น้องที่ทำงานในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่สนับสนุนการรวมกลุ่ม การแก้ไขปัญหา รวมถึงการประสานงาน การทำงานในประเด็นนโยบายของสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้

   "นักพัฒนาต้องไม่ลืมว่าพวกเราเป็นชาวบ้าน ต้องทำมาหากิน ไม่มีเงินเดือน ความคิดในหัวของพวกเราส่วนใหญ่อยู่ที่ว่า...พรุ่งนี้ เราจะมีอะไรกิน ออกทะเลก็ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มค่าน้ำมันไหม จะเหลือกี่บาท หากไม่มีสักบาท ข้าวสารก็หมด จะแก้ไขปัญหาอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเรา แต่นักพัฒนาบางคนกลับไม่กังวลกับเรื่องพวกนี้ ในหัวมีแต่เรื่องงาน เรื่องกิจกรรม และทุกงาน ทุกกิจกรรม ก็ต้องมีพวกเรา ที่เป็นชาวบ้านที่จะต้องเข้าไปร่วมทุกครั้ง" มิยะเคยกล่าวแลกเปลี่ยนในเชิงเตือนสติกับนักพัฒนาจากองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ ที่ชาวบ้านเองก็ติดปากว่ากลุ่มเอ็นจีโอ

   "ก็มีบ้าง พวกเราที่บ้าหัวจุก พอได้เป็นผู้นำมีบทบาทก็เริ่มคิดว่า งานออกทะเลทำมาหากินไม่สำคัญ จะทำงานเป็นผู้นำ กลายเป็นชาวประมงพื้นเมือง (ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมือง) อยู่แต่ในห้องประชุมสัมมนา วิ่งหาแหล่งเงินทุนมาทำกิจกรรมในหมู่บ้าน ส่วนหนึ่งก็เลียนแบบมาจากพวกเอ็นจีโอนั่นแหละ งานของเอ็นจีโอที่ก่อให้เกิดประโยชน์ก็มาก แต่ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ทำให้ผู้นำเสียคนไปก็มากเหมือนกัน" นี่คือนิสัยการวิพากษ์ตรงๆ ของมิยะ

   "เอ็นจีโอ บางทีก็ทำงานเอาหน้า ไม่เอาปัญหาของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง มองชาวบ้าน ทำกับชาวบ้านแค่ตัวประกอบของเรื่อง ไม่จริงจัง บางครั้งฉันพบว่าพวกเอ็นจีโอนี่ปากกับใจและการกระทำไม่ตรงกัน"

วันนี้ ผู้หญิงที่ปากกับใจตรงกัน ลาลับไปแล้ว

หญิงชาวบ้านกับกระบวนการแก้ไขปัญหาสังคมระดับกว้าง

   มิยะได้มีบทบาทที่สำคัญหลายประการ เช่น เป็นผู้แทนของสตรีระดับรากหญ้าไปร่วมประชุมสตรีโลกที่ปักกิ่งใน ปี 2538 และได้มีบทบาทหนุนช่วยด้านข้อมูลข้อคิดเห็นในฐานะสตรีทำอาชีพประมงพื้นบ้าน และบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

   ในปี 2541 สมาคมหยาดฝน ได้คัดเลือกมิยะให้ไปร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเทศฝรั่งเศสร่วมกับตัวแทนชุมชนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่สมาคมหยาดฝน การไปฝรั่งเศสครั้งนี้ได้ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในฝรั่งเศสได้เข้าใจปัญหา และการดำเนินงานของชาวประมงพื้นบ้านในประเทศไทยมากขึ้น

   ในเดือนสิงหาคม ปี 2547 มิยะ หะหวา ได้รับเลือกจากมหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็น "แม่ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปี 2547" เป็นการเชิดชูบทบาทของผู้หญิงในการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะเป็น "แม่" ในการเลี้ยงดูลูกๆ และเอาใจใส่ต่อครอบครัว และชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างทุ่มเท

   มิยะเคยฝากแนวคิดไว้กับรุ่นน้องๆ ที่ทำงานด้วยกันว่าอย่ามองเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่ขอให้มองสิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนรากแก้วของต้นไม้ ที่พร้อมจะเติบโตเลี้ยงชีวิตของคนทุกคน

"ไม่ใช่เฉพาะฉันหรือชาวประมง คนทั้งประเทศไทย ถ้ามีอากาศสดใส ชีวิตก็จะสดใสขึ้น ฉันอยากให้ทุกๆ คนพยายามตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ อย่ามองสิ่งแวดล้อมเป็นแค่เพียงต้นไม้สีเขียว แล้วคิดว่าถ้าต้นไม้สีเขียวแล้ว สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น แค่นี้มันยังไม่ใช่ เราต้องมองให้ถึงรากของปัญหา การแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมยังต้องการให้นำปัญหาที่แท้จริงออกมาแก้ไขอย่างจริงจัง"

ภารกิจที่ยังต้องสืบทอด

   มิยะพูดเสมอว่าอยากเห็นชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข อยากเห็นนโยบายของรัฐบาลที่เอื้อให้เกิดผลเช่นนั้น เช่น การจัดการทรัพยากรชายฝั่งยั่งยืนที่จะเป็นผลดีแก่ชาวประมงทั่วไป การหยุดยั้งทำลายทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ อยากให้รัฐบาลจริงจำในการแก้ไขปัญหา เช่น การทำประมง และมักจะพูดอยู่เสมอว่าอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันอนุรักษ์พะยูน เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง มิยะอยากเห็นบทบาทของผู้หญิงมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น การเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ในระดับจังหวัด และระดับประเทศ

   ในการแสดงความคิดเห็นล่าสุดก่อนเสียชีวิต ในโอกาสที่สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) จัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นที่พูดกัน "ความอยู่เย็นเป็นสุข" นั้น มิยะให้ทัศนะว่าเงินไม่ใช่ความสุข

   "มีมากเท่าไหร่ก็ไม่มีความสุข แค่ไม่ติดหนี้ยืมสิน ไม่ต้องหวาดกลัวจากโรคร้ายที่มากับการทำงานนอกชุมชน ทำงานเป็นระบบครอบครัว เย็นก็กลับมากินข้าวพร้อมกัน มีการปรึกษาปัญหากับลูกๆ นี่ต่างหากคือความสุข" มิยะอาจจะไม่ใช่หญิงมุสลิมต้นแบบที่เคร่งครัดต่อหลักธรรมคำสอนและพิธีกรรม แต่ในโลกที่ทุกศาสนาต่างมีความเท่าเทียม มิยะเป็นต้นแบบของผู้ต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิอันชอบธรรมของชาวรากหญ้า

   เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 ปี มิยะก็เริ่มมีโรคประจำตัว เธอเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต เบาหวาน ความดัน หลังจากผ่านการตรวจจากโรงพยาบาลกันตัง นางมิยะต้องเข้าโรงพยาบาลทุกๆ วันที่ 25 ของเดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 หญิงนักสู้แห่งทะเลตรัง ก็สิ้นใจอย่างสงบที่โรงพยาบาลกันตัง

   เหลือเพียงผลงานที่ตราอยู่ในหัวใจของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และภารกิจที่ครอบครัวหะหวาสัญญาจะสืบสานด้วยความเต็มใจ


943