ป่าชุมชนโคกใหญ่ : พลังชุมชน 20 หมู่บ้าน 5 ตำบล
ป่าชุมชนโคกใหญ่ : พลังชุมชน 20 หมู่บ้าน 5 ตำบล จังหวัด มหาสารคาม
“เครือข่ายป่าชุมชนโคกใหญ่” คือ รูปธรรมแห่งพลังความเข้มแข็งของชุมชนรอบผืนป่า 20 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในเขตอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรชุมชน ในการรักษาป่าสมบูรณ์ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของจังหวัด “ป่าเป็นเสมือนพ่อแม่ของเรา เราต้องรักษาไว้ให้ลูกหลาน เหมือนที่บรรพบุรุษของเรารักษาไว้ให้เรา ถ้าเรารักษาไว้ไม่ได้ ก็เหมือนทรยศต่อบรรพบุรุษ”
มหาสารคาม จังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ไม่ค่อยมีภูเขา ทำให้เป็นจังหวัดที่มีป่าไม้น้อยที่สุดในภาคตะวันออดเฉียงเหนือ มีพื้นป่าไม้เพียง 8,250 ไร่ ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ (0.24%) ของพื้นที่รวมทั้งจังหวัด (สำนักงานป่าไม้จังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2536) และผืนป่าสมบูรณ์ที่เหลืออยู่ราวครึ่งหนึ่ง คือ “ป่าโคกใหญ่” ที่มีพื้นที่ถึง 4,266 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล 20 หมู่บ้าน นับเป็นป่าที่สมบูรณ์ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของมหาสารคาม เมื่อป่าผืนน้ำกำลังจะถูกทำลาย ชุมชนรอบผืนป่าจึงรวมตัวกันภายใต้ “เครือข่ายป่าชุมชนโคกใหญ่” แสดงพลังปกป้องป่าผืนนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน
ป่าโคกใหญ่…ผืนป่าแห่งความเกื้อกูล
ป่าเล็กป่าน้อยที่ร้อยเรียงถักทอเข้าด้วยกัน กลายเป็นป่าผืนใหญ่อยู่บนเนินสูง หรือ “โคก” เป็นที่มาของชื่อ “ป่าโคกใหญ่” เป็นป่าเต็งรังที่มีไม้เรือนยอด 3 ชั้น ตั้งแต่ไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น ไม้พลวง ไม้ชาด ไม้ประดู่ ไม้พอก ไม้อะราง จนถึงไม้คลุมดิน ซึ่งเป็นลูกไม้ของต้นไม้ต่างๆรวมทั้งหญ้าและเครือไม้ เครือมันต่างๆ พืชพรรณที่ซ้อนทับเกาะเกี่ยวกันหลายชั้น สร้างให้ป่าโคกใหญ่อุดมสมบูรณ์เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด กระแสน้ำจากผืนป่าไหลผ่านร่องน้ำ ลำห้วย หลายสาย ลงสู่ลำห้วยเสียว และท้องทุ่งนารอบๆ ประมาณ 8,800 ไร่ ช่วยลดการแพร่กระจายของดินเค็มนับหมื่นไร่ ตะกอนจากใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติแหล่งใหญ่ ที่ถูกน้ำฝนชะล้างลงสู่ที่นาชาวบ้านทำให้ผืนนาอุดมสมบูรณ์ และไหลลงสู่แหล่งน้ำกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์น้ำนานาชนิด ผืนป่ากว้างใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของแมลงศัตรูพืช ทำให้แมลงไม่มารบกวนพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน ป่าแห่งนี้จึงเป็นดั่งโรงกลั่นน้ำ โรงงานผลิตปุ๋ย และแนวกำแพงธรรชาติ
เหนืออื่นใด ป่าผืนนี้ คือ ป่าที่ให้ชีวิตแก่ชาวบ้าน 20 หมู่บ้านที่อยู่รอบผืนป่า เป็นคลังอาหาร คลังยา เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดมหึมา ผลิตอาหารธรรมชาติ จากเห็ด มัน หน่อไม้ พืชผัก ผลไม้ สัตว์ต่างๆ แมลงนานาชนิด สมุนไพรรักษาโรค ไม้ใช้สอยสร้างบ้านเรือน ทำฟืน อุปกรณ์ เครื่องใช้เปลือกไม้ย้อมสีเส้นไหม เส้นด้าย ฯลฯ ให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยตลอดทุกฤดูกาลโดยไม่ต้องเสียเงิน พื้นล่างป่าคือ คอกปศุสัตว์ธรรมชาติที่มีหญ้าระบัดอ่อนนุ่มเป็นอาหารเลี้ยงวัว ควาย เป็นโรงเพาะชำพันธุ์กล้าไม้ธรรมชาติให้ชาวบ้านไปปลูกตามบ้านเรือน ฯลฯ พวกเขารู้ดีว่าคุณค่าของป่ามีมากมายเพียงใด หากเปรียบเทียบเป็นตัวเงินคงมีจำนวนมหาศาล
พ่อสมัย วันบัวแดง บ้านบูรพาพัฒนา ตำบลโคกสีทองหลาง บอกว่า “คนเราต้องอาศัยป่าตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ยามคลอดอาศัยต้นไม้ทำฟืนอยู่ไฟ สมุนไพรช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น เมื่อลูกเริ่มโต แม่ก็เข้าป่าเก็บผัก ผลไม้ หา สัตว์ แมลง ในป่ามาเลี้ยงลูก เมื่อลูกโตครบบวชต้องใช้ไม้ทำโรงเรียน ฟืนหุงต้มอาหาร แต่งงานก็ได้ไม้ล้มขอนนอนไพรจากป่าสร้างบ้านเรือน แก่ตัวลงเมื่อเจ็บไข้ได้สมุนไพรจากป่ารักษาบรรเทา เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้อาศัยไม้จากป่าสร้างโรงเรียนจัดงาน ฟืนหุงหาอาหาร และเผาศพ จนกระทั่งสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุกระดูก”
เรียนรู้ปัญหา…สร้างพลังชุมชนรักษาผืนป่า
ป่าโคกใหญ่ เริ่มถูกรุกรานเมื่อทางราชการประกาศให้ป่าโคกใหญ่ เป็นพื้นที่สาธารณะ “เปิดป่า” ให้ชาวบ้านเข้าไปจับจองพื้นที่ปลูกพืชไร่ ปอ มันสำปะหลัง ตามนโยบายการส่งเสริมการปลูก “พืชพาณิชย์” ในปี พ.ศ. 2504 และ 2508 พื้นที่ป่า 3,588 ไร่ ถูกราษฎร 243 ครอบครัวหักร้าง ถางพงจับจองพื้นที่ทำกิน อีกทั้งนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ปลูกอ้อย ยูคาลิบตัส และสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผืนป่าโคกใหญ่ถูกบุกรุกทำลายเป็นบริเวณกว้างขวาง คือ การลักลอบตัดไม้เพื่อทำฟืนส่งโรงงานต้มเกลือสินเธาว์ในเขต อ.บรบือ อ.วาปีปทุม และ อ.นาดูน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ซึ่งผลของการทำเกลือทำให้เกิดการแพร่กระจายของเกลือสู่นาข้าว เสียหายนับล้านไร่ ระบบนิเวศลำน้ำเสียวถูกทำลาย ไนปี พ.ศ. 2532 - 2533 ชาวบ้านจึงรวมตัวคัดค้านการทำเกลือ จนในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกให้ยุติการทำเกลือในเขตจังหวัดมหาสารคาม
ความทุกข์ยากจากปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นแรงผลักดันให้ชาวบ้านเริ่มหันหน้าเข้าพูดคุยปรึกษาหารือกัน จุดหักเหครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพ่อผู้ใหญ่บุญเรือง ยางเครือ ผู้นำการต่อสู้ขัดขวางการบุกรุกทำลายป่าถูกจับในปี พ.ศ. 2534 ความขัดแย้งครั้งนี้ กระตุ้นจิตสำนึกชาวบ้านให้เห็นความสำคัญของป่ามากขึ้น เข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากผืนป่าถูกทำลาย ชาวบ้านบอกว่า
“ป่าเสมือนพ่อแม่ของเรา เราต้องรักษาไว้ให้ลูกหลาน เหมือนที่บรรพบุรุษของเรารักษาไว้ให้เรา ถ้าเรารักษาไว้ไม่ได้ ก็เหมือนทรยศต่อบรรพบุรุษ ป่าเป็นชีวิตของชาวบ้าน ป่าเป็นตู้กับข้าว ให้เราเปิดหาอาหารได้ทุกฤดู ถ้าขาดป่าเราก็ตาย”
การรวมตัวเริ่มชัดเจนจริงจังมากขึ้นในปี พ.ศ. 2535 มีการประชุมผู้นำ 14 หมู่บ้าน 5 ตำบล รอบผืนป่า ร่วมกันกำหนดกฎกติกาป่าชุมชนที่ไม่ขัดกับวัฒนธรรม ประเพณีในท้องถิ่น ตังคณะกรรมการป่าชุมชนโคกใหญ่ ในปีเดียวกันนี้เองผู้นำชุมชนและชาวบ้านมีโอกาสไปศึกษาดูงานการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ความรู้ที่ได้รับถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการจัดการป่าชุมชนโคกใหญ่ มีการปรับปรุงการตั้งคณะกรรมการเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกใหญ่ในปี พ.ศ. 2536 และปรับปรุงกฎระเบียบป่าชุมชนให้ชัดเจน พร้อมทั้งประกาศให้ชุมชน หน่วยงานราชการ ทราบโดยทั่วกันในปี พ.ศ. 2537 กระทั่งในปี พ.ศ. 2540 สามารถขยายเครือข่ายแผ่กว้างออกไปเป็น 20 หมู่บ้าน 5 ตำบลรอบผืนป่า ประกอบด้วยตำบลดงใหญ่ 3 หมู่บ้าน ตำบลหนองแสง 5 หมู่บ้าน ตำบลแคน 8 หมู่บ้าน ตำบลโคกสีทองหลาง 2 หมู่บ้าน และตำบลบานหวาย 2 หมู่บ้าน
กิจกรรมฟื้นฟูผืนป่า...ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตสู่ชุมชน
ความเข้าใจระบบนิเวศอย่างลึกซึ้งของชุมชน สะท้อนผ่านแนวทางการจัดการ “ป่า 3 ชั้น” สามารถจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ ชั้นที่ 1 เป็นเขต “ป่าชุมชน” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสาธารณะด้านในสุดของผืนป่า มีสภาพเหมือน “ไข่แดง” วงใหญ่ มีเนื้อที่ 4,266 ไร่ ถัดจากเขตป่าชุมชน คือ “เขตป่ากันชน” หรือพื้นที่ป่าบริเวณหัวไร่ปลายนาของชาวบ้าน พื้นที่รวม 3,588 ไร่ สภาพป่ายังสมบูรณ์มีต้นไม้ขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่มาก ถือเป็นแนวกันชนหรือ “ไข่ขาวชั้นใน” ส่วนชั้นนอกสุด คือ “เขตพื้นที่นา” เป็นพื้นที่ที่อยู่รอบนอกสุด เป็น “ไข่ขาวชั้นนอก” ที่แผ่กว้าง
การรักษาผืนป่าให้อยู่รอดคงเป็นไปไม่ได้ถ้าตราบใดชาวบ้านยังอดอยาก คณะกรรมการเครือข่ายฯ จึงพยายามหาแนวทางอนุรักษ์ป่าไม้อย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริมเป็นทางเลือก เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องบุกรกป่า กิจกรรมเหล่านี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 5,463,612 บาท ในปี พ.ศ. 2539 และจากกองทุนเพื่อสังคม ธนาคารออมสิน (SIF) จำนวน 412,000 บาท ในปี พ.ศ. 2542 เงินทุนเหล่านี้ถูกนำมาสร้างกาจกรรมด้านต่างๆ แก่ชุมชนในเครือข่ายทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า เช่น แปลงวิจัยการปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมือง โดยชาวบ้านเป็นผู้ริเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูล การปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้พื้นเมือง ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ผลตามหัวไร่ปลายนา จัดผ้าป่าพันธุ์ไม้ กองทุนการส่งเสริมการทำวนเกษตร การจำค่ายเยาวชนศึกษาธรรมชาติ การบวชป่าและทำบุญสืบชะตาป่า การรณรงค์เผลแพร่สร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ชุมชนที่อยู่รอบผืนป่าและหน่วยงานต่างๆ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น หมอลำ เอกสารผ่านพับ สิ่งพิมพ์ การเข้าร่วมนิทรรศการในงานสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตลอดจนกิจกรรมฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพทางเลือก การทำระบบเกษตรที่มีประสิทธิภาพไม่ต้องใช้พื้นที่มาก เช่น การทำเกษตรผสมผสานและปศุสัตว์ในพื้นที่ลุ่ม ส่วนพื้นที่ดอนหรือโคกส่งเสริมการทำเกษตรโดยพาชาวบ้านไปอบรม ศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนต่างๆที่จัดตั้งขึ้น เช่น กองทุนเพาะชำกล้าไม้ กองทุนไม้ผลยืนต้น กองทุนขุดสระในนา กองทุนเลี้ยงวัวพื้นบ้าน กองทุนออมทรัพย์ เป็นต้น คุณภาพชีวิตและจิตสำนึกของชาวบ้านมีมากขึ้น พร้อมกับผืนป่าที่กลังฟื้นตัวมากขึ้นจากความบอบช้ำในอดีต...
วัฒนธรรมเก็บผักหักฟืน...คืนกลับมาอีกครั้ง
ทุกวันนี้ ชาวบ้านพร้อมใจกันปฏิบัติตามกฎระเบียบป่าชุมชน ร่วมกิจกรรมการปลูกป่าเสริมทำแนวกันไฟ ดับไฟป่า แบ่งการดูแลรับผิดชอบพื้นที่ป่ากว้างใหญ่ ตามพื้นที่ใกล้เคียงของชุมชนนั้นๆ (Zoning) ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ เด็ก พ่อบ้าน แม่บ้าน ชายหนุ่ม หญิงสาว ครู นักเรียน พระภิกษุสงฆ์ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล ถางหญ้า พรวนดิน
ต้นจิตสำนึกที่หยั่งรากลึกเติบโตงอกงามอยู่ในชุมชนรอบป่าโคกใหญ่ ทำให้ผืนป่าได้รับการป้องกันดูแล ระบบนิเวศจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะผลิตพืชพรรณ ธัญญาหาร สมุนไพร เกื้อกูลต่อสิ่งมีชีวิตและชาวบ้านรอบผืนป่า “วัฒนธรรมเก็บผักหักฟืน” กำลังคืนกลับมาอีกครั้ง ภาพชาวบ้านเข้าป่าหาผักติ้ว ผักกระโทน ผักกระเจียว ผักเม็ก ผักหนาม หน่อไม้ ไข่มดแดง เป็นภาพชีวิตที่งดงาม ผลิตผลจากป่ามีมากมายจนเหลือกินเหลือใช้เผื่อแผ่ถึงเพื่อนบ้านในแถบจังหวัดใกล้เคียง และขายเป็นรายได้เสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เห็ด” นานาชนิดที่พวกเขาภาคภูมิใจว่าป่าผืนนี้ คือ แหล่งเห็ดแหล่งใหญ่ในภาคอีสาน ทั้งเห็ดโคน เห็ดก่อ เห็ดระโงก เห็ดขอน เห็ดไคล เห็ดผึ้ง เห็ดนกยูง เห็ดน้ำหมาก ฯลฯ ในช่วงฤดูเก็บเห็ดระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน ผลผลิตที่ได้สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนปีละเกือบล้านบาท แม้แต่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ก่อนไปโรงเรียนหรือหลังเลิกเรียนก็เข้าป่าหาเห็ด จับแย้ขาย มีรายได้วันละ 10 - 20 บาท สร้างให้เขาผูกพันเข้าใจและเห็นคุณค่าของป่าโดยไม่รู้ตัว...
พลังชุมชน...รากฐานสู่ประชาสังคม
ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในอดีต สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีค่ายิ่งแก่ชุมชน ทำให้ตระหนักได้ว่า แนวทางการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในชุมชน ต้องมีรากฐานมาจากความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือของคนในชุมชน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันค้นหาแนวทางพัฒนาแก้ไขนำไปสู่การรวมกลุ่ม จัดตั้งองค์กรชุมชน โดยมีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน มีผลงานและการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง อันเป็นรากฐานสำคัญสู่วิถีทาง “ประชาสังคม” ซึ่งขยายผลสร้างเครือข่ายให้กว้างไกลออกไป ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแก่ชุมชนอื่น ดังเช่น โครงการป่าดงใหญ่ ที่ ต.ดงใหญ่ อ.วาปีปทุม เนื้อที่ 757 ไร่ โครงการป่าโคกหินลาด ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เนื้อที่ 3,735 ไร่ แลโครงการป่าโคกหินฮาว ต.ขามป้อม อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิด “ประชาคมรักษาป่า” ที่มีพลังเข้มแข็งต่อไป...