พระศราวุธ เตชะธรรมโม ประทีปธรรมแห่งบ้านช่องกุ่ม จังหวัด สระแก้ว
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548
ประเภท : บุคคล
พระศราวุธ เตชะธรรมโม ประทีปธรรมแห่งบ้านช่องกุ่ม จังหวัด สระแก้ว
ธีระ วัชรปราณี เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ สถาบันชุมชมท้องถิ่นพัฒนา จังหวัด ตราด
คณะทำงานภูมิภาค ภาคกลาง-ตะวันออก
ภิกษุผู้ยอมสละตำแหน่งแห่งความก้าวหน้า เพื่อทุ่มเทเวลาในการอนุรักษ์ผืนป่า แม้จะเป็นพื้นที่ๆ เล็ก แต่กลับมีพลังในการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชน พลิกป่าหญ้าที่ไร้ค่าให้กลับมาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร แหล่งน้ำ และสร้างห้องเรียนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ให้ชุมชน
เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดสระแก้ว หลายคนนึกถึงตลาดโรงเกลือเป็นอันดับแรก และอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คนทั่วไปนึกออก เพราะความเงียบสงบของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชาวบ้าน ปลูกสวนผลไม้ ทำไร่ทำนา แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำลายป่าไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว
พื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว อันเป็นที่ตั้งของวัดป่าช่องกุ่ม เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในชุมชนเล็กๆ ด้วยความพยายามของพระศราวุธ เตชะธรรมโม ผู้ที่สละตำแหน่งเจ้าอาวาสเพียงเพื่อต้องการใช้เวลาในการดูแลรักษาป่าผืนเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น ให้ชุมชนได้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ ต้องการรักษาแหล่งน้ำซับไว้ โดยการปลูกป่าเสริม ทั้งสมุนไพรและไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา เช่น ไม้ประดู่ สะเดา พญาสัตบรรณ ไม้ในป่าเต็งรัง ที่ทนทานและโตเร็ว ก่อให้เกิดผลผลิตแก่ชาวบ้านโดยไม่ได้หวังตอบแทน
ผลจากการดำเนินกิจกรรมของพระศราวุธ และพระลูกศิษย์ตั้งแต่ปี 2535 ได้สร้างแรงศรัทธาให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านในละแวกดังกล่าว โดยอาศัยการแทรกผ่านความคิดและจิตสำนึกจากเยาวชนไปสู่ผู้ปกครอง ก่อให้เกิดอุดมการณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์และรักษาป่าผืนนี้ไว้
สิบกว่าปีของการเดินทางบนเส้นทางของการอนุรักษ์ อยู่บนพื้นฐานความคิดว่าการทำความดีโดยไม่ต้องขยายผล รู้ว่าตนเองได้ทำ ผลย่อมเห็นได้เอง...
พระศราวุธ เตชะธรรมโม เป็นชาวสระแก้วโดยกำเนิด แต่ไปโตที่นครราชสีมา บรรพชาเมื่อปี 2533 และอยู่จำพรรษาที่นครราชสีมาเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่วัดช่องกุ่ม อ.ช่องกุ่ม จ.สระแก้ว ในปี 2535
ด้วยจริยวัตรที่งดงาม พระศราวุธได้รับนิมนต์จากชาวบ้านหมู่ 5 ให้มาจำพรรษา อยู่ในบริเวณที่เคยเป็นที่สาธารณะประโยชน์ของตำบล แต่ภายหลัง ถูกบุกรุกเข้าไปหาผลประโยชน์จนกลายเป็นป่าหญ้าเพ็ก คราบเงาของไม้ใหญ่เหลือแต่ตอ เมื่อท่านรับนิมนต์ ในช่วงแรกก็สร้างที่พักสงฆ์อย่างง่ายๆ จนภายหลังจึงมาเป็นสำนักสงฆ์ และกลายเป็นวัดป่าช่องกุ่ม ในปัจจุบัน
"เมื่ออาตมามาที่พื้นที่นี้ครั้งแรกพบว่า ชาวบ้านเขาถางป่าออก เตรียมไถเพื่อปลูกมันสำปะหลัง ญาติโยมโดยการนำของกำนันสวาท งามจั่นสี (อดีตกำนันตำบลช่องกุ่ม) ก็ขอร้อง แบ่งพื้นที่ส่วนนี้ไว้ประมาณ 300 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่ 5 หมู่ 7 และหมู่ 9 มีแต่ต้นไม้เล็กๆ มองไปตรงไหนก็โล่งไปหมด มีไม้เต็งรังขึ้นประปราย มีหญ้าเพ็กขึ้นเต็มไปหมด ต้นไม้ที่เป็นร่มเงาไม่มีอยู่แล้ว อาตมาก็ถามพระที่เป็นลูกศิษย์ว่าจะอยู่ได้ไหม บางรูปก็บอกว่ามีศาลาหลังเดียว แดดเปรี้ยงๆ จะอยู่ได้หรือ อาตมาก็ตอบไปว่าถ้าเราเป็นพระ ก็อยู่ได้ อยู่ไปสักพัก อนาคตก็น่าจะดี..."
ดับไฟป่าด้วยศรัทธาแห่งพลัง
พระศราวุธ ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ 300 ไร่ (ทั้งนี้ ตามกฎหมายอนุญาตให้วัดมีวิสุงคามสีมาได้ไม่เกิน 15 ไร่) ซึ่งเป็นป่าหญ้าเพ็ก ให้กลายเป็นผืนป่าที่สมบูรณ์ด้วยไม้หลายชนิด เช่น กฤษณา ตะเคียน สะเดา ไม้หอม รวมไปถึงพื้นที่ที่เป็นดินลูกรังที่ไม่สามารถปลูกไม้ใหญ่ได้ ก็นำดินที่เหลือจากการขุดถนนหน้าวัดมาถม และปลูกสมุนไพรหลายชนิด เพื่อนำมาทำเป็นยารักษาโรคให้กับชาวบ้าน โดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน
กว่าจะมาเป็นป่าสมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ พระศราวุธต้องเผชิญกับไฟป่าที่ถือว่าเป็นนักทำลายล้างอันดับหนึ่ง สาเหตุที่มีไฟป่าเกิดขึ้นประจำนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากชาวบ้านจุดไฟ เพราะชาวบ้านคิดว่า หลังไฟไหม้จะได้หญ้าระบัดมาเลี้ยงวัวควาย ผักป่าบางชนิดก็แตกใบ แต่มองข้ามต้นไม้เล็กๆ สัตว์ตัวน้อย ที่เป็นห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ภารกิจต่อมาหลังจากปลูกต้นไม้ในดิน ก็คือการปลูกต้นไม้ในใจคน ดังนั้น จึงต้องทำงานพัฒนาจิตสำนึกชาวบ้านด้วย คนมากมาย ก็ต้องใช้หลากหลายวิธีการ
"วิธีการสู้ไฟป่าในปีแรกๆ จะสู้ไฟโดยใช้วิธีหิ้วกระป๋องน้ำไปราด ใช้กิ่งไม้จุ่มน้ำแล้วฟาดกับดิน ทำกับพระลูกศิษย์ สู้กับไฟในปีแรกจนปอดพัง เพราะหายใจเอาฝุ่นเอาควันเข้าไป ปอดเราก็อักเสบ ติดเชื้อ ต้องไปโรงพยาบาลและรักษาตัวอยู่ 6 เดือน จึงหายขาด"
หลังจากนั้นก็มาคิดหาวิธีสู้กับไฟใหม่ คราวนี้ต้องอาศัยญาติโยม คุยหารือกันจนได้วิธีการใหม่ คือใช้ถังใส่น้ำแล้วเดินฉีด และใช้วิธีการถางป่าแล้วกวาดออก หรือทำแนวกันไฟนั่นเอง โดยมีพระลูกศิษย์เป็นกำลังหลัก เพราะชาวบ้านอยู่ไกล การจะเรียกมาช่วยในแต่ละครั้งก็ลำบาก โดยเฉพาะฤดูแล้งที่ตรงกับเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งจะมีการออกเดินธุดงค์ก็ต้องมีการวางแผนการออกเดินธุดงค์ สลับสับเปลี่ยนกันไปในช่วงหน้าแล้ง เพราะถ้าออกธุดงค์หมด ก็ไม่มีผู้ดูแล
ปลูกสำนึกต้องเริ่มจากเด็ก
ส่วนปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความไม่เข้าใจของชาวบ้านที่เห็นพระเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เขาเคยได้ประโยชน์ มาอยู่ยังไม่พอ ยังมาห้ามตัดไม้เสียอีก
"ทีแรกมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่พอใจมาก บางคนอยากได้ที่ทำกินก็ทำไม่ได้ เราก็ใช้วิธีทำป้ายเขตอภัยทานไปปักไว้บ้าง ใช้
ผ้าเหลืองผูกต้นไม้บ้าง แต่ทำอย่างนี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเข้าถึงตัวเขาเลย โดยขอร้องกันตรงๆ ในวันพระ อ้างถึงคุณงามความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตนตรัย นี่เป็นสิ่งที่คุ้มครองเราได้จริงๆ..."
นอกจากนี้ ยังต้องทำงานเชิงรุกอีก ถ้าพบเห็นคนลักลอบตัดต้นไม้ ก็ใช้วิธีการเข้าไปขอร้องกันตรงๆ ว่าอย่าตัดต้นไม้เลย พระขอร้อง...ชาวบ้านก็เกรงใจ พระศราวุธใช้เวลาอธิบายให้เหตุให้ผล เช่น ถ้าตัดไม้ไปก็ได้ประโยชน์ไม่กี่วัน แต่มันกว่าจะโตมาใช้เวลาหลายปี ลูกหลานจะได้อาศัยป่าเพื่อพักผ่อน
แต่คนตัวโตสอนยาก พระศราวุธจึงเน้นที่เด็ก โดยเปิดสอนธรรมะในวันธรรมสวนะ แบ่งพระลูกศิษย์ออกเป็นกลุ่มให้ความรู้เรืองธรรมะ แทรกความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ทีนี้ได้ผล...เด็กเริ่มเข้าใจและเห็นคุณค่าของป่า เกิดความรู้สึกหวงแหน เมื่อ "ครู" พาเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาติจากห้องเรียนกว้างใหญ่ 300 ไร่
"จะเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันดึงตัวเด็กเข้ามา เราก็ทำหน้าที่ในวัดให้ดี ทำให้เกิดความผูกพันที่พระทำกิจกรรมกับเด็ก เช่น พาเด็กไปทัศนศึกษา ไปดูวัตถุโบราณ ไปวัดที่น่าเที่ยว การทำกิจกรรมธรรมศึกษา การบวชเณร เข้าค่ายปฏิบัติ จัดอบรมธรรมปีใหม่ เข้าพรรษา ออกพรรษา เหล่านี้ก็ทำให้เกิดความผูกพันกัน เด็กก็ไม่เบื่อ"
กิจกรรมที่พระศราวุธและพระลูกศิษย์จัดทำนั้นเต็มพิกัดตลอดทั้งปี ไม่มีว่าง ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก การนี้ก็ได้ทุนจากการรับกิจนิมนต์และเงินบริจาคที่ชาวบ้านถวายให้ พระทุกรูปจะนำปัจจัยเหล่านี้มาไว้ที่กองกลางเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม
"การอยู่แบบวัดป่า ไม่มีสมบัติเป็นของตนเอง ดังนั้น จึงมีเงินกลางที่จะเกื้อกูลสังคมส่วนรวมได้ งบประมาณที่มาจัดทำกิจกรรมสำหรับเด็กก็มาจากกองกลางนี้ ทำให้เด็กรู้ว่ามาแล้วได้อะไร เด็กที่โตแล้วก็เวียนกันมาช่วยงานต่อ การคุ้นเคยกับเด็กเหล่านี้ ทำให้เราสามารถกระตุ้นให้เด็กเห็นคุณค่าในการรักษาป่า เราก็เหนื่อยหน่อยตรงเรื่องหาทุนนี่แหละ."
พระลูกศิษย์วัดซึ่งเปรียบเสมือนทีมงาน นอกจากช่วยให้ความรู้ชาวบ้านและเด็กๆ แล้ว ตัวเองก็ต้องเรียนรู้ไปด้วย เรียนรู้ทั้งสภาพปัญหาและการแก้ปัญหา พระศราวุธกล่าวว่า พระที่เลือกบวชที่วัดป่ามักจะรู้มาก่อนว่าการอยู่วัดป่ามีสภาพเช่นไร การเติมความรู้ให้พระบวชใหม่จึงไม่ยากนัก โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องสมุนไพร โดยพาเดินดูในป่าให้เรียนรู้จากของจริง และช่วยกันขยายพันธุ์สมุนไพรในพื้นที่วัด
"ทุกรุ่นก็ผ่านไปด้วยดี บางรูปสึกไปแล้ว ก็กลายเป็นคนรักต้นไม้ นอกจากนี้ การให้พระบวชใหม่ปลูกต้นไม้ก่อนเข้าพรรษา ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าท่านต้องดูแลเรื่องอนุรักษ์ เราให้เด็กๆ มาปลูกต้นไม้ทุกปีด้วย เสียดายที่พื้นที่เรามีน้อย จะไปเพิ่มพื้นที่ก็ไม่ควร บริเวณใกล้ๆ ก็มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นของใคร เคยคิดจะขยายต่อไปในหมู่อื่นๆ แต่ผลตอบรับตอนนี้ยังไม่ดี ก็เลยใช้กลยุทธ์เป็นการแจกกล้าไม้ แนะวิธีการดูแลรักษา หรือหมู่ไหนจะมานิมนต์ไปช่วย ก็ไป"
จากการปลูกฝังเยาวชนทุกรุ่นอายุในชุมชนมานานกว่า 10 รุ่น ทำให้พระศราวุธเกิดความเชื่อมั่นว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความดีได้เติบโตขึ้นกลางใจเด็กๆ ในหมู่บ้านแล้ว
"อาตมาคิดว่า คนตัดไม้ทำลายป่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะหมดไป เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาเราปลูกฝังเด็ก ให้ผูกพันอยู่กับวัดอยู่กับป่า เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น ไปเรียนที่อื่น ก็กลับมาสอนรุ่นน้อง ส่วนคนอายุมากรุ่นก่อนๆ ก็ปล่อยเขาไป เราไม่หวังผล"
จากป่าหญ้า...สู่ป่าใหญ่
ผลจากการปลูกป่านั้นได้สะท้อนให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือบริเวณป่าในวัดกลายเป็นแหล่งน้ำซับ จากที่ไม่เคยมีน้ำ ก็ปรากฏความชุ่มชื้น มีน้ำซึมซับ พระศราวุธจึงทำการขุดบ่อบาดาลภายในวัดขึ้นเพื่อนำน้ำมาใช้ โดยขุดลึกลงไปประมาณ 10 ศอก (7 เมตร)
"มันเป็นธรรมชาติที่ผูกพันกันระหว่างพระกับป่า ทิ้งกันไม่ได้ ประโยชน์แก่สังคมในอนาคตก็มีมาก เราควรรักษาป่าไว้ แต่สังคมที่เสื่อมเราจะห้ามไม่ได้ เราทำได้เท่าที่ทำ ชะลอมันไว้ก็พอ ที่ทำอย่างนี้ มีความหวังอยู่ว่าคนที่มีปัญหา มีความทุกข์ อัดอั้น เก็บกด เมื่อเข้ามาวัดก็ได้อาศัยร่มเงา ความสงบร่มเย็น มีความรู้สึกสบาย และเข้ามาหาพระ พระก็มีความสงบอยู่ก่อน พระจะเป็นพระที่สงบได้ ก็ต้องฝึกฝนในสถานที่ที่สงบด้วย ก็คือต้องมีป่า ป่าทำให้พระสงบ เมื่อพระสงบ พระก็เป็นที่พึ่งที่ปรึกษาให้กับโยมที่มีความทุกข์ได้ หากเราไม่มีสถานที่สัปปายะ ทั้งพระและโยมต่างก็อยู่ในสถานที่ที่รุ่มร้อน ต่างก็เป็นผู้รุ่มร้อนทั้งคู่ มันก็ไม่สามารถช่วยคลี่คลายปัญหาได้ ความทุกข์ในโลกก็แก้ไม่ได้ ความสามารถในการช่วยแก้ปัญหาสังคมก็ไม่มี"
เป็นที่รู้ว่าการแก้ปัญหาทางจิตใจก็ต้องใช้ปัญญา และปัญญาที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากความสงบเย็น ความสงบก็ได้มาจากสิ่งแวดล้อม คือธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเหมือนสายธารใสเย็นใครผ่านมาก็ได้ความเย็นกลับไป
"ป่าเป็นหัวใจของความสงบสุขของโลก เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่เราไม่ได้จากป่า ไม่ว่าจะเป็นอากาศและน้ำ หากโลกนี้ไม่มีป่าไม้ ก็ไม่มี ข้าว น้ำ อาหาร จึงไม่มีอะไรที่ไม่ได้มาจากป่า แม้แต่น้ำมันก็มาจากป่าไม้ในอดีตดึกดำบรรพ์ ถ้าเรามีป่าที่สมบูรณ์เราจะมีชีวิตอยู่ที่ดี"
เทศนาธรรมจากภิกษุวัย 39 ปี ผู้สละความสุขส่วนตัว เพื่อสรรสร้างประโยชน์สุขของมวลชน