3,343

พระประจักษ์ ธัมมปทีโป วีรบุรุษแห่งป่าดงใหญ่ จังหวัด หนองคาย

ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10  ประจำปี 2551

ประเภท : บุคคล

พระประจักษ์ ธัมมปทีโป  วีรบุรุษแห่งป่าดงใหญ่ จังหวัด หนองคาย

โดย บุญยงค์ เกศเทศ คณะกรรมการคัดเลือก

   ปี 2548 คณะกรรมการมรดกโลกองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3,845,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ มรดกโลกผืนมหึมานี้มีผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จมากมาย หนึ่งในนั้น คือภิกษุผู้ต่อสู้กับความขัดแย้งทางการเมือง ต้องคดี 7 คดี และถูกสังคมมองในแง่ลบมาตลอด 18 ปี...พระจักษ์ ธัมมปทีโป ปัจจุบัน ท่านพ้นมลทินทุกข้อกล่าวหา และกลับคืนสู่สมณะเพศอีกครั้งโดยจำพรรษาอยู่ที่วัดในอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ยึดวัตรปฏิบัติตามแบบหลวงปู่ชา สุภัทโท และท่านพุทธทาส

    เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 คณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3,845,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก จ.สระบุรี และ จ.นครราชสีมา อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว และจ.ปราจีนบุรี อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว และ จ.ปราจีนบุรี

เป็นผืนป่ามรดกโลก…

   การขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาตินี้ ได้รับฉันทานุมัติจากที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 29 (The 29 the Session of the World Heritage Committee) ระหว่างวันที่ 10-17 ก.ค. 2548 ขององค์การ UNESCO ซึ่งได้จัดขึ้น ณ กรุงเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 148 ประเทศ

   มรดกโลกผืนมหึมานี้มีผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จมากมาย หนึ่งในนั้น คือภิกษุผู้ต่อสู้กับความขัดแย้งทางการเมือง ต้องคดี 7 คดี และถูกสังคมมองในแง่ลบทางร้ายมาตลอด 18 ปี

พระจักษ์ ธัมมปทีโป

   หลวงพ่อประจักษ์ ธัมมปทีโป อายุ 71 ปี เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 ที่บ้านแพะ ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง จ.สระบุรี

   ช่วงวัยเด็ก เรียนที่โรงเรียนวัดบำรุงธรรม จ. สระบุรี จบเพียงชั้นประถมปีที่ 4 บวชเป็นสามเณรอยู่ที่เสาให้ 2 ปี ลาสิกขาบทออกมาแล้ว ก็ร่อนเร่หางานทำ ขายขนมปัง ไอศกรีม ตามตลาด รับจ้างทำงานสารพัดไปเรื่อย ๆ จนอายุ 16- 17 ปี ได้เข้าทำงานกับบริษัทฝรั่งเรมอนคอนสตรัคชั่น เป็นคนงานสร้างถนนสายสระบุรี- โคราช สายพิษณุโลก - หล่มสัก สนามบินอู่ตะเภา เขื่อนยันฮี จังหวัดตาก เป็นต้น

   ภายหลังมีปัญหาถูกยิง ครั้นรักษาพยาบาลหายแล้ว อายุใกล้จะ 40 ปี จึงตัดสินใจบวชปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ สระบุรี เมื่อปี 2521 ขณะนั้นได้เริ่มปลูกป่าราว 500 - 600 ไร่ โดยมีญาติธรรมเข้ามาร่วมด้วยช่วยดูแล

   จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์อยู่หลายปี จากบ้านเกิดลงใต้ ขึ้นเหนือ ตั้งแต่ปาดังเบซา ถึงแม่ฮ่องสอน แวะเวียนพำนักถ้ำเขากระเจียว ถ้ำเขาลูกช้าง ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา สุภัทโท หลวงปู่เทศก์ เทศก์รังสี หลวงตาบัว ญาณสัมปัญโณ จนถึงพรรษาที่ 11 ก็ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำเจีย จ.ลพบุรี จำพรรษาอยู่ 7 ปี

   ในช่วงที่เดินธุดงค์ได้พบเห็นการ บุกรุกแผ้วถางทำลายป่า เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าราชการหลายกลุ่มใช้อิทธิพลเอาไม้ใหญ่จากป่าทึบออกขาย มีการหลอกลวงให้ชาวบ้านช่วยกันทำลายป่า มีนโยบายเอาต้นยูคาฯ ไปปลูก อ้างว่าเป็นไม้เศรษฐกิจทำรายได้งามส่งผลให้ ป่าธรรมชาติถูกทำลายเตียนโล่งไปหมด กลายเป็นดงมันสำปะหลัง

   ช่วงเวลาหนึ่งของการเดินธุดงค์ได้ไปจำพรรษาอยู่กลางป่าดงใหญ่ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกับชาวบ้านละแวกนั้นดูแลปกป้องผืนป่าประมาณ 5-6 แสนไร่ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับเสิงสาง ครบุรี นครราชสีมาอันเป็นผืนป่าทึบชาวบ้านเรียกกันว่า "ผืนป่าดงน้ำผุด...ดงใหญ่" อันเป็น ต้นแม่น้ำมูล ลำปลายมาศ ลำแซะเชื่อมโยงกับ "ดงอีจาน" กลุ่มชาวบ้านในตำบลปะคำ มีพ่อคำ บุตรศรีเป็นแกนนำกลุ่มชาวบ้าน

   แต่ต่อมาในช่วงปี 2534-2535 ป่าดงใหญ่ได้เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรง เป็นข่าวครึกโครม ส่งผลให้พระประจักษ์ ต้องกลับไปลาสิกขาบทที่บ้านเกิดกับพระอุปัชฌาย์องค์เดิม เพื่อต่อสู้คดีถึง 7 คดี ต้องหนีภัยไปซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ไปเป็นฤาษีชีไพรนานถึง 9 ปี มีหลายคดีติดตัวทั้งที่มิได้เป็นคนก่อ ต้องขึ้นศาลราว 50 - 60 ครั้ง จนในที่สุดบางคดียกฟ้อง บางคดีถูกปรับ และบางคดีรอลงอาญา จนปัจจุบันพ้นมลทินหมดแล้วทุกคดี และผืนป่าดงใหญ่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

   ภายหลังบวชใหม่ที่วัดป่าธรรมชาติ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเชรษฐพล ซึ่งเป็นวัดร้างมานานถึง 7-8 ปี อยู่ในพื้นที่เชิงเทือกเขาภูลังกา เขตบ้านโนนสวาก ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย มีพระมาอยู่จำพรรษาปฏิบัติธรรมด้วย 9 รูป สามเณร 2 รูป และแม่ชีอีก 3 คน เดินลงจากเขาออกบิณฑบาต ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ฉันอาหารมื้อเดียว ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ เดินจงกรมเป็นกิจวัตร

   อย่างไรก็ดีแนวคิดเชิงอุดมการณ์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ยังคงอยู่ในสำนึก และจิตวิญญาณตลอดมิเสื่อมคลาย ด้วยเห็นว่าป่าควรเป็นที่พำนักเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวทางพระพุทธองค์

   หลวงพ่อประจักษ์จึงได้หาต้นกล้ายางนามาเพาะปลูกทุกปี ๆ ละราว 600 - 700 ต้น หลายปีเข้าก็นับหมื่นต้นโดยปลูกเสริมตามบริเวณป่าเสื่อมโทรม และปลูกเป็นแนวกันชนระหว่างสวนยางพาราของชาวบ้าน กับเชิงเทือกเขาภูลังกา มีชาวบ้านหลายหมู่บ้าน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนจาก บ้านต่อเรือ บ้านหนองไผ่ บ้านโนนสวาท เป็นต้น ต่างก็มาช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ เพาะปลูกและอนุรักษ์ป่าดั้งเดิม ที่อยู่รายรอบวัด อีกทั้งได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับวัดและสำนักสงฆ์อีกมากกว่า 40 แห่งที่อยู่รายล้อมเทือกเขาภูลังกา

   บทบาทของหลวงพ่อประจักษ์ในด้านการอนุรักษ์นั้นเห็นชัดเจนที่สุด ในช่วงที่ช่วยเหลือปกป้องผืนป่าร่วมกับชาวบ้านที่ป่าดงใหญ่ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ เน้นกิจกรรมธรรมจาริก โดยเฉพาะการบวชต้นไม้ ตั้งกลุ่มเยาวชนรักป่า เผยแพร่แนวคิดเรื่องคนอยู่กับป่าได้ และงานพระสงฆ์ช่วยงานป่าไม้

   หลวงพ่อประจักษ์ดูจะเป็นพระภิกษุรูปแรก ที่มีแนวคิดปฏิบัติกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม จนเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบัน มุ่งมั่นทำงานด้านการอนุรักษ์ ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ร่วมกับมวลชน เสี่ยงชีวิตถึงตาย เป็นพระรูปแรกที่สามารถบ่งชี้ให้เข้าใจว่า "คนอยู่กับป่าได้" เป็นจุดเชื่อมที่ทำให้คนชั้นกลางได้เข้าใจถึงวิถีการอนุรักษ์ป่าอย่างแท้จริง

   นับได้ว่าหลวงพ่อประจักษ์เป็น "วีรบุรุษในผ้าเหลือง" หรือเป็น "นักรบที่ถูกทอดทิ้ง" แม้ปัจจุบันก็ยังมีอุดมการณ์แน่วแน่ มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการปกป้องผืนป่าด้วยธรรมที่อยู่ในใจ


3,343