1,068

นายสมยศ มณีโชติ นักทดลองแห่งเมืองชนแดน จังหวัด เพชรบูรณ์

ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10  ประจำปี 2551

ประเภท : บุคคล

นายสมยศ มณีโชติ นักทดลองแห่งเมืองชนแดน จังหวัด เพชรบูรณ์

โดย อนุวงศ์ แซ่ตั้ง คณะทำงานส่วนกลาง

   "เพราะอะไรทำไมชาวนาชาวไร่จึงยากจน?" คำถามที่ผลักดันให้ "สมยศ มณีโชติ" บัณทิตและนักกิจกรรมระดับแกนนำปราศรัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทิ้งชีวิตเมืองออกไปหาคำตอบด้วยการเป็นเกษตรกรเต็มขั้นในปี 2533 มุ่งหน้าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 18 ปีของการทดลองด้วยชีวิตจริง ได้คำตอบเกษตรที่เหมาะสมกับชีวิต และทำให้ชาวไร่ชาวนาหลุดพ้นความยากจนได้ คือการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าการเพิ่มผลผลิต คือการขยายพื้นที่ทำกิน และช่วยปลดหนี้สินให้เกษตรกรหลายร้อยครอบครัว เกิดเป็นแหล่งการเรียนรู้ชุมชน 5 แห่งในจังหวัดเพชรบูรณ์

 "เพราะอะไรทำไมชาวนาชาวไร่จึงยากจน?"

   คำถามคาใจของชายคนหนึ่งที่เริ่มค้นหาคำตอบมาตั้งแต่ปี 2533 จากบัณทิตแกนนำปราศรัยมหาวิทยาลัยรามคำแหง มาทำงานบริษัทเอกชน ก่อนจะตัดสินเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น นามว่า "สมยศ มณีโชติ"

   สมยศใช้เวลา 18 ปี มุ่งหน้าออกมาหาบทเรียนจากทุกแหล่ง เก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์มาทดลองและจดบันทึก ก่อนจะเผยแพร่ความรู้สู่ชาวบ้านในชุมชน และขยายไปสู่จังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำส้มควันไม้ผสมกับยาฆ่าหญ้า ลดการใช้สารเคมี สูตรปุ๋ยที่ช่วยลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก การทำไวน์ผลไม้ การเกษตรแบบผสมผสาน ฯลฯ เกิดเป็นแหล่งการเรียนรู้ชุมชน 5 แห่ง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ชาวบ้านและเยาวชน

   การผจญภัยเพื่อค้นหาคำตอบของสมยศ เริ่มต้นหลังจากลาออกจากงาน หอบเงินและเสื้อผ้ากลับบ้านที่จังหวัดพิจิตร โดยหวังจะปักหลักทำมาหากินอย่างเกษตรกรเพื่อตอบคำถามกับตนเอง แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าเกษตรกรนั้นลำบากและไม่มั่นคง ประกอบกับพี่น้องส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ ทำให้สมยศต้องดิ้นรนหาพื้นที่ใหม่

   "ตอนนั้นอายุ 23 ปี เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจากบริษัท ก็กลับไปอยู่บ้านกับแม่ แต่แม่บอกว่าจะไปทำไร่ทำนาที่ไหนก็ได้ ยกเว้นที่บ้านนี้ จึงมุ่งมาที่นี่ (เพชรบูรณ์) เมื่อมาแรกๆ ดินที่นี่เสื่อมโทรม ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น"

   ครอบครัวของสมยศมีพี่น้อง 8 คน ส่วนใหญ่รับราชการ จะมีที่ "ผ่าเหล่า" ก็คือเขานี่แหละ ที่อยากจะเป็นชาวไร่ชาวนา "ผมว่าผมมาถูกทางแล้ว...ก็ในหลวงท่านยังทำนาได้ แล้วทำไมเราจะทำนาไม่ได้"

   พื้นที่ 200 ไร่ในอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เปรียบเสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของสมยศ ด้วยสภาพพื้นที่โล่ง ผ่านการทำพืชไร่มาก่อน บางส่วนเป็นป่าเสื่อมโทรมเนื่องจากการตัดไม้เผาถ่าน สมยศเริ่มจากการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ส่วน คือ ป่าธรรมชาติ ปาเสื่อมโทรมกันไว้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ปลูกป่า (ไม้สัก 7,200 ต้น) พื้นที่ปลูกไผ่-ผลไม้ และที่อยู่อาศัยใช้ปลูกพืชทำแปลงผักไว้กินและเสริมรายได้ของครอบครัว

   กิจกรรมทั้งหมดจะยึดหลักการพึ่งพิงธรรมชาติ เขาเริ่มเรียนรู้ ทดลองเพาะปลูก ดูแลพืชผล โดยการใช้สารชีวภาพและปุ๋ยที่ผลิตเอง เพาะเห็ดไว้บริโภค ทั้งเห็ดฟาง และเห็ดที่เพาะจากท่อนไม้มะม่วงที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งมะม่วง ศึกษาแนวทางที่จะเพาะเห็ดธรรมชาติในพื้นที่ป่าที่กันไว้ ผลไม้ที่เหลือในสวนก็นำมาไวน์ผลไม้เพื่อเพิ่มรายได้

   งานที่ทำอาศัยหลักการง่ายๆ คือ จดบันทึกช่วยความจำ ศึกษาให้ลึกรู้แจ้ง ผลิตในช่วงที่คนอื่นเขาไม่ทำ แจกให้ชิมก่อน เมื่อถูกปากลูกค้าแล้วจึงขาย เน้นปลูกผักผลไม้ที่ไม่เสียง่ายและแปรรูปได้

   "มันเป็นเรื่องแปลกมาก ผมเห็นชาวบ้านปลูกข้าวโพด ผมนึกว่าเขาเก่งข้าวโพด จริงๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องเลยนะ ไม่รู้ว่าปุ๋ยมันทำอะไร อย่างไร เมล็ดพันธุ์มันสามารถผสมพันธุ์กันอย่างไร ทำให้ทุกอย่างอยู่ในบ่วงหมดเลย ก็เลยมาตั้งหลักและคุยกันใหม่ว่าเขารู้จักปุ๋ยหรือไม่ ใช้ปุ๋ยผิดหรือถูก ได้ผลผลิตอย่างไร เราทำงานเชิงข้อมูลเชิงวิจัย พอได้คุยกันบ่อยๆ ก็เลยเขียนหนังสือเรื่องการปลูกข้าวโพดต้นทุนต่ำ เป็นเล่มแรกที่เขียน เขียนแบบไม่มีครู แล้วก็ไปเป็นตำราสอนเพราะมีคนมาขอเยอะมาก ก็ใช้ถ่ายเอกสารเอา" ทุกวันนี้ ตำราจากงานถ่ายเอกสารชุดนี้ กลายเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เมื่อมีครูคนหนึ่งในอำเภอชนแดนไปเห็นเข้า

   ความรู้จากการทดลองได้ถ่ายทอดไปสู่เพื่อนบ้านและพัฒนาก่อรูปเป็นกลุ่มเกษตร ส่งผลให้สมยศได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนเพื่อสังคม (SIF) ระดับจังหวัด และระดับภาคเหนือตอนล่าง ในปี 2540 ได้เห็นศักยภาพของกลุ่มองค์กรชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ และเกิดแนวคิดในการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนสามารถจัดการดูแลป่าโดยชุมชน และปรับรูปแบบการเกษตรที่ลดการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ โดยทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าจากป่า เกิดความหวงแหน และช่วยกันรักษาป่า

   ในปี 2541 สมยศได้มีส่วนร่วมในการรวบรวมองค์กรต่างๆ ในอำเภอชนแดน พร้อมกับประสานงานหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน จัดตั้งเป็น "เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภอชนแดน" เพื่อช่วยเหลือกันและกัน

   ผลของการเป็นนักทดลองทำให้เกิดชุดประสบการณ์มากมาย อาทิ การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ และน้ำหมักสมุนไพรกำจัดโรคและแมลง การเพาะขยายจุลินทรีย์จากป่าดงดิบ การทำนาทำไร่แบบชีวภาพให้ได้ผลผลิตสูง การทำยาฆ่าหญ้าแบบลดต้นทุนใช้เอง การเพาะขยายเชื้อเห็ดแบบง่ายๆ การเพาะเห็ดในขอนมะม่วง การปลูกป่า การปลูกเห็ดเจ็ดชั่วโคตร และการเกษตรแบบวนเกษตร เป็นต้น

   นอกจากนี้ ยังทำให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำกินลดน้อยลง คิดเป็น 0.1% เนื่องจากชาวบ้านได้เปลี่ยนความคิดจากเดิมที่ว่า การเพิ่มผลผลิต คือการขยายพื้นที่ทำกิน รวมทั้งลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี หันมาใช้ส่วนผสมที่ได้จากธรรมชาติมากขึ้น เป็นการลดต้นทุน แต่ผลผลิตยังคงเดิม ส่งผลให้ชาวไร่ชาวสวนสามารถปลดหนี้ได้แล้ว 5% และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 25% จาก 1,000 กว่าครอบครัวในตำบลชนแดน

   "ปกติ EM ที่ทำเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์เป็นของที่เกษตกรต้องหาซื้อ ในขณะที่ผมต่อเชื้อเองทำเอง จึงเอาลงไปทำในชุมชน สอนให้ชาวบ้านทำกันเอง ใช้จุลินทรีย์ป่า เพราะสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในป่าคือจุลินทรีย์"

   สมยศ สอนตั้งแต่ขั้นตอนการจับจุลินทรีย์ในป่าเอามาขยายทำปุ๋ย ปรับทัศนคติที่เชื่อว่าปุ๋ยต้องเป็นเม็ด กระตุ้นให้เกษตรกรกล้าทดลองสิ่งใหม่ "เราเปลี่ยนแนวคิดเขาใหม่ว่า ปุ๋ยไม่ได้ให้ได้ทางดินอย่างเดียว ให้ทางใบก็ได้" เพื่อการทดลองร่วมกัน แปลงสาธิตเกิดขึ้นในพื้นที่ของสมยศในปี 2550 เพื่อให้ชาวบ้านมาทดลองความจริง

   "ชาวบ้านตื่นเต้นกันมาก เมื่อทดลองฉีดปุ๋ยแล้ว มันได้ผลเท่าๆ กับการใช้สารเคมี ลงทุนน้อยกว่าประมาณ 20 เท่า เขาจึงหันไปเอาปุ๋ยละลายน้ำ ผสมกับจุลินทรีย์แล้วฉีด เวลานี้มีการทดลองเป็นแปลงใหญ่ตำบลพุทธบาท ประมาณ 28 หมู่บ้าน" งานทดลองของสมยศ ขยายไปสู่แหล่งเรียนรู้ชุมชน 5 แห่ง ใน 5 ตำบล ของ 3 อำเภอ ของ "เครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติ" ในปี 2550 ได้แก่ ต.พุทธบาท อ.ชนแดน, ต.ศาลาลาย อ.ชนแดน, ต.ดงขุย อ.ชนแดน, ต.บ้านโภทชน์ อ.หนองไฟ และ ต.วังโป่ง อ.วังโป่ง

   ปัจจุบัน สมยศกำลังทดลองโครงการปลูกไผ่ข้าวหลามหรือไผ่เปราะ มีอยู่ 20,000 กอ และจะขยายให้ได้ 100,000 กอ เพื่อเป็นอาชีพเสริม

   ชีวิตนักทดลองวัย 49 ปี ยังคงเดินหน้าต่อไป เขายังสนุกกับการค้นคว้าหาความรู้ และมีความสุขกับการบอกเล่าเรื่องราวความรู้ต่างๆ ให้คนอื่นได้นำไปปฏิบัติ

18 ปีแห่งการทดลอง ได้คำตอบแล้วว่า…

ชาวไร่ชาวนา (ไทย) ยากจนเพราะอะไร?

สูตร (ไม่) ลับ เพื่อเกษตรลดต้นทุน

   การทำไร่ข้าวโพด ถั่ว นาข้าว และพืชผักผลไม้ โดยการให้ปุ๋ยทางใบ ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี ทำให้สามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้เป็นจำนวนมาก

ลองดูสูตรที่คิดค้นโดย "สมยศ มณีโชติ"

   สูตรเร่งการเจริญเติบโต: น้ำ 200 ลิตร ปุ๋ยน้ำชีวภาพจากยอดผักผลไม้ 1 ลิตร ปุ๋ยเคมี 46-0-0 = 1 กิโลกรัม 16-20-0 = 1 กิโลกรัม

   สูตรเร่งดอก เกสรแข็งแรง: น้ำ 200 ลิตร ปุ๋ยน้ำแข็งแรงจากผลไม้สุก 1 ลิตร ปุ๋ยเคมี 16-20-0 = 1 กิโลกรัม 15-15-15 = 1 กิโลกรัม

   สูตรเร่งแป้งเร่งน้ำนม เพิ่มน้ำหนัก: น้ำ 200 ลิตร ปุ๋ยชีวภาพจากหอยหรือปลา หรือผลไม้สุก 1 ลิตร ปุ๋ยเคมี 15-15-15 = 1 กิโลกรัม 8-8-40 = 1 กิโลกรัม

   ฉีดพ่นในเวลากลางวัน ตั้งแต่ 07.00-10.30 น. ในการฉีดพ่นแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 10-14 วัน ถ้าใช้กับข้าวโพดหรือนาข้าว ฉีดตั้งแต่เล็กถึงก่อนออกดอกออกรวง ประมาณ 3-4 ครั้ง และก่อนออกดอกออกรวง 1-2 ครั้ง

   ข้อควรระวัง: ห้ามฉีดพ่นขณะดอกบาน (ในขณะตากเกสรในข้าว) เมื่อฝักติดรวงติดผลแล้ว จึงฉีดพ่นสูตรเร่งแป้ง เร่งน้ำนมเพิ่มน้ำหนักอีก 1-2 ครั้ง ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพขายได้ราคา และที่สำคัญที่สุด คือ ลดค่าปุ๋ยเคมีได้มากถึง 75-80%

ยาฆ่าหญ้า

สูตรที่ 1

ส่วนผสม: น้ำส้มควันไม้ 3 ลิตร และยาฆ่าหญ้า กรัมม๊อกโซน หรือไกลโฟเสต 1 ลิตร

วิธีการใช้ฆ่าหญ้าและฟื้นฟูดิน: น้ำ 200 ลิตร + ส่วนผสมที่ได้ 1-2 ลิตร + ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 5-10 ลิตร + ยาจับใบ 100 ซีซี

สูตรที่ 2

ส่วนผสม: น้ำสะอาด 5 ลิตร + เกลือ 1 กิโลกรัม (ละลายให้เข้ากัน) + 46-0-0 = 5 กิโลกรัม (ละลายให้เข้ากัน) + กรัมม๊อดโซน 5 ลตร (ละลายให้เข้ากัน)

วิธีการใช้ฆ่าหญ้าและฟื้นฟูดิน: น้ำ 200 ลิตร + ส่วนผสมที่ได้ 1-2 ลิตร + ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 5-10 ลิตร + ยาจับใบ 100 ซีซี


1,068