นางสวิงทอง และนายหมอก กุดวงค์แก้ว งานปลูกป่า "สำปะปิ"ฯ จังหวัด สกลนคร
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551
ประเภท : บุคคล
นางสวิงทอง และนายหมอก กุดวงค์แก้ว งานปลูกป่า "สำปะปิ" ของคู่ชีวิตแห่งบ้านค้อน้อย จังหวัด สกลนคร
โดย สุภาภรณ์ วรพรพรรณ คณะทำงานส่วนกลาง
นางสวิงทองและนายหมอก กุดวงค์แก้ว คู่ชีวิตที่มีความเชื่อว่า...ต้นไม้ใหญ่จะช่วยดินดูดซับน้ำ..จึงปลูกยางนาคละไม้อื่นๆ กว่า 2,000 ต้น ในนาข้าว 6 ไร่ที่แห้งแล้ง กลายเป็นงานฟื้นฟูตาน้ำเก่าให้กลับมา เป็นงานปลูกป่า "สำปะปิ" หรือการปลูกป่าผสมผสานของคนอีสาน กลายเป็นต้นแบบของการสร้างป่าครอบครัวแห่งบ้านค้อน้อย
บ้านค้อน้อย เป็นชุมชนชาวกะเลิงที่มีชื่อเสียงเรื่องงานทอผ้า เป็นความรู้ที่สืบสานกันมาจากบรรพบุรุษสมัยอาณาจักรล้านช้าง
ในปี 2525 ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เดินทางมาติดตามงานของโครงการของกลุ่มแม่บ้านที่บ้านค้อน้อย เห็นว่าผ้าไหมมีความสวยงาม จึงแนะนำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันตั้งกลุ่มทอผ้าไหมขึ้นในปี 2532 กลุ่มแม่บ้านที่ทอผ้าและหาของป่า ซึ่งเดิมมีชื่อว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสร้างสรรค์ ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อกำหนดบทบาทของกลุ่มให้ชัดเจนว่า กลุ่มทอผ้าไหม มีนางสวิงทอง กุดวงค์แก้ว เป็นประธานกลุ่มตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกกลุ่ม 150 คน
งานทอผ้าไหมไปได้ดี ในปี 2536 กลุ่มส่งผ้าไหมมัดหมี่เข้าร่วมประกวด ก็ได้รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ เป็นรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทำให้ผ้าไหมจากบ้านค้อน้อยเป็นที่รู้จักทั่วไป และนางสวิงทอง เข้ามาช่วยเป็นครูภูมิปัญญาเรื่องการทอผ้าให้กับศูนย์ศิลปาชีพ และกลุ่มแม่บ้านต่างๆ ในจังหวัดสกลนคร มีโอกาสเดินทางไปในหลายพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คน
โลกใหม่ที่เปิดกว้าง ทำให้ประธานกลุ่มทอผ้าวัย 60 ปีคนนี้ เกิดความคิด
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ตนเองและคู่ชีวิต...นายหมอก กุดวงค์แก้ว มีที่ทำกินอยู่ 62 ไร่ 3 งาน
ที่ดินผืนนี้ แบ่งออกทำกินเป็นส่วนๆ ส่วนแรก 12 ไร่ เอาไว้ปลูกข้าวไร่กินในครอบครัว อีก 6 ไร่ ทำนาลุ่ม ที่ดินส่วนที่เหลือ แบ่งปลูกผลไม้ 8 ไร่ และเป็นป่าใช้สอย เพื่อเอาไม้ไว้ทำเสา รั้ว ฟืน บางส่วนก็ปลูกพืชไร่พวกฝ้าย พริก มะเขือ และขุดสระเก็บน้ำ เลี้ยงปลา จำนวน 36 ไร่
พืชอื่นๆ ไม่เท่าไหร่ แต่ข้าว...ต้องการน้ำ แล้งมาก ข้าวไม่งาม ผลผลิตไม่พอ เหนื่อยแรงเปล่า สองคนผัวเมีย ก็เลยเลิกปลูกข้าว ปล่อยนาร้าง ระหว่างรอความคิดดีๆ มาใช้แก้ปัญหา
แม่สวิงทองคิดถึงคำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยได้ยินมาว่า...ต้นไม้ใหญ่จะช่วยดินดูดซับน้ำได้ดี... แต่จะหาไม้ใหญ่ที่ไหนได้เร็วทันใจ และสามารถทนแล้งได้?
พ่อหมอกให้ความคิดว่า ยางนานั้นเหมาะที่สุด โตเร็ว เขียวไว ทนแล้งได้
คู่ชีวิตทั้งสองช่วยกันเก็บเมล็ดไม้ยางนามาปลูกในที่นา ชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นมักจะออกปากว่า ไม่น่าปลูก เพราะยางนาเป็นไม้ใหญ่ ปลูกแล้วไม้โตขึ้นก็กลายเป็นป่าของรัฐ แม่สวิงทองไม่ค่อยจะเชื่อ เที่ยวถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้คำตอบว่า ใครปลูกอะไร ดูแลอะไร ก็ได้สิ่งนั้น
สองคนชวนกันไปหาพันธุ์ไม้ป่าอีกหลายชนิดมาปลูกไว้ในที่ที่เคยปลูกข้าวไร่ หวังให้ต้นไม้ใหญ่ช่วยดูดซับน้ำและให้ร่มเงา พ่อหมอกจะหาขวดน้ำทิ้งๆ เอามาใส่น้ำให้เต็มขวด แล้วคว่ำปากขวดฝังดินไว้ใกล้กับโคนกล้าไม้ที่ปลูก ค่อยเก็บ ค่อยเติม ค่อยทำไปเรื่อยๆ แล้วก็พาวัวควายไปเลี้ยงที่นา เพื่อจะเอามูลมาทำปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้ ไม้ที่ปลูกรอดเกือบทั้งหมด (คิดเป็นร้อยละ 90 ของต้นไม้ที่ปลูกทั้งหมด) ต้นอ่อนของไม้ยางนา ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้สัก เริ่มแข็งแรง เติบโตขึ้นทุกปี ประกอบกับไม้เก่าซึ่งเป็นไม้ผลอื่นๆ เช่น มะม่วง มะปราง มะขาม มะไฟ ในที่นาก็มีอยู่บ้าง จึงปลูกกล้วย น้อยหน่า สับปะรด ปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ เพิ่มเติมระหว่างช่องว่างของต้นไม้ที่ปลูกอีกหลายชนิดเลี้ยงคนในครอบครัว และแบ่งปันคนในหมู่บ้าน เป็นของฝากญาติพี่น้อง
เวลาผ่านไป 10 ปี ไม้ต้นเล็กๆ เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีสัตว์หลายชนิดเข้ามาอาศัยโดยเฉพาะแมลงจำพวกจักจั่น แมงแคง แมงกินูน จิ้งหรีด มีชาวบ้านไปขุดหาจิ้งหรีด ไปแหย่ไข่มดแดง ไปก้าน (ส่องไต้หาแมลง) ตามต้นไม้ตอนกลางคืน พอถึงฤดูฝนมีเห็ดหลายชนิด เช่น เห็ดระโงก เห็ดดิน เห็ดน้ำหมาก เห็ดปลวก (เห็ดโคน) เกิดอยู่ตามทางเดินและใต้ต้นไม้
ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งคือ ตาน้ำในพื้นที่ สมัยก่อนที่จะมีการปลูกต้นไม้นั้น ที่นาแห่งนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไปขุดหาน้ำตรงไหน ก็ไม่มีน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีหลังจากที่ได้ปลูกต้นไม้แล้ว เมื่อมาขุดหาน้ำอีกครั้งก็พบว่ามีน้ำผุดขึ้นมาในพื้นที่ และสามารถใช้น้ำที่ผุดขึ้นมานี้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค จากผืนนาที่แห้งแล้ง กลายเป็นผืนนาที่มีน้ำหล่อเลี้ยงอุดมสมบูรณ์
คำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่เป็นจริง…
น้ำเป็นสิ่งที่ได้จากการปลูกป่า ทุกวันนี้ ถ้าเดินทางผ่านถนนสายบ้านบัว-บ้านค้อน้อย จะมองเห็นสวนป่ายางนา ไม้แคน (ไม้คะเคียน) ไม้ประดู่ ขึ้นเป็นแถวเป็นแนวอยู่กลางทุ่งนา ทำให้ผู้คนแวะเข้าไปชมและเรียนรู้
จำนวนไม้ที่ปลูกและเติบโตอย่างสวยงามกลางทุ่งนาของแม่สวิงทองกับพ่อหมอก ได้แก่ ไม้ยางนา 1,200 ต้น ประดู่ 500 ต้น ไม้แคน(ตะเคียน) 400 ต้น ไม้สัก 300 ต้น นอกจากต้นไม้ที่ช่วยกันปลูกแล้ว ยังมีต้นไม้เก่าอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น ไม้ยางนา ไม้แดง ที่ออกดอกออกผล มีลูกไม้หล่นลงมาเกิดเป็นต้นเล็กๆ อยู่ทั่วไป มีคนมาเก็บไปปลูกมากมาย
จากการเริ่มต้นด้วยความคิดง่ายๆ ที่ต้องการให้นามีน้ำ จึงปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ช่วยอุ้มน้ำ ทำให้ได้สวนป่าที่สวยงาม คอยอุ้มน้ำให้ผืนนาและทำให้คนรอบข้างได้พึ่งพาอาศัย รูปแบบอย่างนี้ คนอีสานเรียกว่าการปลูกแบบ "สำปะปิ" (แบบผสมผสาน) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ของคนรุ่นก่อน ผสมกับความคิดของตนเองแล้วลงมือทำ และยังต้องต่อสู้กับแนวความคิดของคนยุคปัจจุบันที่หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ
ที่ดินของแม่สวิงทองและพ่อหมอก เป็นตัวอย่างการสร้างป่าครอบครัวในชุมชน สามารถขยายผลไปอีก 83 ครอบครัว ที่นำแนวคิดนี้ไปสร้างป่าครอบครัว โดยกันที่ไว้อย่างน้อยรายละ 5 ไร่
อาหารในป่าของแม่สวิงทองและพ่อหมอก ไม่ได้หวงห้าม มีพอแบ่งปันให้ชาวบ้านที่มาขอ เพราะป่าของตัวเองถูกบีบรัด ล้อมไปด้วยไม้ยางพาราและยูคาลิปตัส ที่เป็นตัวทำลายป่าหัวไร่ปลายนาของคนอีสาน
ยางนาหลายร้อยต้นสูงใหญ่จนต้องแหงนคอตั้งบ่า ในวัย 60 เศษ สองคนใช้ชีวิตเรียบง่าย พ่อหมอกยังทำงานในไร่นา แต่สำหรับแม่สวิงทอง
วันนี้ขอเป็นครูสอนทอผ้าไหมอย่างเดียว