ชุมชนบ้านช่องฟืน จังหวัดพัทลุง
โรงเรียนอนุรักษ์ทะเลหน้าบ้าน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
ชุมชนไทยพุทธและมุสลิมเก่าแก่ประมาณ 150 ปี อยู่ในพื้นที่ตอนกลางของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ต้องเผชิญปัญหาสภาพทะเลสาบเสื่อมโทรม จนสัตว์น้ำหายไปจากทะเล ชาวประมงต้องออกจากบ้านไปเป็นคนงานโรงงานที่หาดใหญ่ ชาวบ้านจึงตัดสินใจฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อปากท้องลูกหลาน เริ่มต้นสร้างความไว้วางใจคนในชุมชนด้วยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ นำไปสู่การทำเขตอนุรักษ์ทะเลหน้าบ้านสองชั้น ชั้นที่หนึ่งเป็นเขตปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ระยะทางห่างจากฝั่งออกไป 250 เมตร ห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด และชั้นที่สองเป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากชั้นที่ 1 ออกไปอีก 750 เมตร ห้ามจับสัตว์น้ำด้วยวิธีล้อมกระทุ้งน้ำ เขตอนุรักษ์ทั้งสองชั้นมีความยาวตลอดชายฝั่งถึง 3 กิโลเมตร จัดทำกฎกติกา กำหนดอุปกรณ์จับสัตว์น้ำ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ทำบ้านปลาเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลหน้าบ้าน เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มอาชีพเพื่อจัดการตนเอง นำกำไรร้อยละ 3 เข้ากองทุนอนุรักษ์ทะเล เป็นต้นแบบเรื่องเขตอนุรักษ์ให้ชุมชนอื่น ๆ ในทะเลสาบสงขลา รวมทั้งโตนเลสาบ ในประเทศกัมพูชา การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น “เกาะหมากศึกษา” สร้างความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิต ปลูกฝังความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม สืบทอดงานอนุรักษ์สู่คนรุ่นใหม่เป็นรุ่นที่สาม
ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พื้นที่อยู่ในเขตจังหวัดสงขลาและพัทลุง เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 616,750 ไร่ ประกอบด้วย ระบบนิเวศน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รองรับน้ำฝนจากป่าต้นน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลองหลายสายก่อนไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทย ปริมาณและสภาพน้ำทะเลสาบขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำจืดและน้ำทะเลที่ไหลเข้ามา ทะเลสาบ แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ 1) ทะเลน้อย อยู่บริเวณทิศเหนือสุดของทะเลสาบ 2) ทะเลสาบสงขลาตอนบน (ทะเลหลวง) ด้านทิศตะวันตกติดกับพื้นที่จังหวัดพัทลุง และทิศตะวันออกติดกับอำเภอระโนดและกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา 3) ทะเลสาบสงขลาตอนกลาง อยู่ด้านทิศใต้ของทะเลสาบตอนบน ด้านทิศตะวันตกติดกับอำเภอบางแก้วและปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ส่วนด้านทิศตะวันออกติดกับอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ภูมิหลังของชุมชน
“ชุมชนบ้านช่องฟืน” ตั้งอยู่ใน ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็นชุมชนเก่าแก่ประมาณ 150 ปี ตั้งอยู่ในตอนกลางของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านประกอบอาชีพหมกปูนหรือเผาปูนเพื่อเป็นปูนขาว ต้องใช้ไม้ฟืนเป็นจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งในหมู่บ้านไม่มีเพียงพอ ชาวบ้านเดินทางไปหาไม้ฟืนจากแหล่งอื่น ๆ ซึ่งตลาดมีขายอยู่ที่ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เส้นทางที่ชาวบ้านช่องฟืนใช้ในการหาฟืนเป็นเส้นทางระหว่างควน หรือเนินดินสูงคล้ายภูเขา ซึ่งทางเดินดังกล่าวกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านที่เรียกสืบทอดกันต่อมาว่า “บ้านช่องฟืน” จนถึงปัจจุบัน
ในการทำปูนขาวของชาวบ้านช่องฟืน เมื่อประมาณ 90-100 ปีก่อน จะนำเอาหินมาจากเกาะกระ ที่มีอยู่ในเกาะบริเวณทะเลสาบสงขลา โดยวิธีหมกปูนคือการนำเอาหินปูนมาเผาในเตาใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน เมื่อครบตามกำหนดระยะเวลาหินปูนที่นำเข้าไปเผาจะแตกตัวจนละเอียดกลายเป็นผงสีขาว ที่เรียกว่า “ปูนขาว”
วิกฤตสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การจัดการทะเลหน้าบ้าน
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งการปิดปากระวะ การสร้างท่าเรือน้ำลึก การปล่อยน้ำทิ้งจากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรมและสารเคมีจากการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่ต้นน้ำ สร้างความเสื่อมโทรมแก่ทะเลสาบแหล่งอาหารและที่อาศัยปลาและสัตว์น้ำ ทำให้ปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว ชาวประมงที่เคยหากินกับทะเล จำต้องออกไปทำงานในโรงงานที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
แกนนำในชุมชนหาทางแก้ไขปัญหา โดยมุ่งไปเรื่องการทำเขตอนุรักษ์ทะเลหน้าบ้าน โดยคุณไสว หนูยก นักพัฒนาเอกชนในขณะนั้น ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน แต่ไม่ได้รับความสนใจ จึงเปลี่ยนกิจกรรมจากการอนุรักษ์มาสู่การออมทรัพย์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการรวมคน และได้ไปศึกษาดูงานเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ที่บ้านคีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช แล้วกลับมาจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสวัสดิการบ้านช่องฟืน เพื่อสร้างความไว้วางใจของคนในชุมชนก่อน
เมื่อชุมชนมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จึงเริ่มมีการพูดคุยงานอนุรักษ์ทำความเข้าใจในการกำหนด “เขตอนุรักษ์หน้าบ้านช่องฟืน” ที่อ่าวท่ายาง ในปี พ.ศ. 2533 เป็นวิธีการการอนุรักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลแห่งแรกของตำบลเกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และแห่งแรกในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในเขตจังหวัดพัทลุง เริ่มต้นจากแกนนำและคนในชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่เขตเลหน้าบ้าน โดยการนำไม้ไผ่และไม้เสม็ดมาปักเป็นแนวเขตอนุรักษ์ พร้อมเขียนข้อความว่า “เขตห้ามจับกระทุ้งน้ำบ้านช่องฟืน” เพื่อประกาศให้คนทั้งในและนอกชุมชนบ้านช่องฟืนห้ามทำประมงประเภทล้อมกระทุ้งน้ำ โดยมีกติกาและข้อตกลงของชุมชนที่ผ่านมติการรับรองจากผู้ใหญ่บ้านและประธานชมรมชาวประมงรักษ์เลสาบอำเภอปากพะยูน ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ด้วยการทำงานร่วมระหว่างชาวบ้านบ้านช่องฟืนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงประกาศเขตรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ ในพื้นที่อ่าวท่ายาง บ้านเกาะหมาก บ้านเกาะโคบ และอ่าวบางเตง พื้นที่ 526 ไร่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และชุมชนร่วมกับกรมประมงเริ่มปล่อยกุ้งก้ามกรามในช่วงน้ำไม่เค็ม
การจัดตั้งประมงอาสา จำนวน 32 คน เพื่อเฝ้าระวังเขตห้ามล้อมกระทุ้งน้ำบ้านช่องฟืน มีการปล่อยกุ้งก้ามกรามร่วมกับประมงจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 5 - 10 ครั้ง จนปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น โดยสังเกตจากรายได้จากการจับสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นจาก 300 -500 บาท เป็นเฉลี่ย 800 - 1,000 บาท/วัน
แต่เนื่องจากเขตรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำอ่าวท่ายาง บ้านเกาะหมาก บ้านเกาะโคบ และอ่าวบางเตง อยู่ห่างพื้นที่ชุมชนและไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้ แกนนำจึงได้จัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ใกล้ชุมชน โดยแบ่งเป็นเขต 2 ชั้น ดังนี้ เขตชั้นที่ 1 เป็นเขตปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (เขตริมฝั่ง) ซึ่งมีระยะทางห่างจากฝั่งออกไป 250 เมตร ความยาว 3,000 เมตร ตลอดแนวบ้านช่องฟืน และ เขตชั้นที่ 2 เขตห้ามล้อมกระทุ้งน้ำ เป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากเขตริมฝั่ง ความกว้าง 750 เมตร ความยาวตามแนวตลอดบ้านช่องฟืน 3,000 เมตร พวกเขาจัดทำกฎกติกา กำหนดอุปกรณ์จับสัตว์น้ำ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ทำบ้านปลาเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลหน้าบ้าน โดยมีกติกาที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่สม่ำเสมอตามปริมาณสัตว์น้ำของแต่ละปี
โดยมีกลุ่มประมงอาสา ซึ่งเป็นชาวประมงที่อาสาสมัครทำหน้าที่ในการตรวจตรา หากผู้ใดไม่ให้ความร่วมมือหรือละเมิดกติกาข้อตกลง มีบทลงโทษ คือ ครั้งที่ 1 ตักเตือน และครั้งที่ 2 อายัติเครื่องมือทำประมง หลังจากนั้นจะนำเครื่องมือประมงที่ถูกอายัติทำการเปิดประมูลในชุมชนบ้านช่องฟืน และนำเงินที่ได้เข้าบัญชีกองทุนฟื้นฟูทะเลบ้านช่องฟืน
กลุ่มกองทุนและการเงินเพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์
การรวมคนร่วมกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นแม้ทะเลหน้าบ้านจะได้รับการฟื้นฟูแล้ว ชุมชนยังทำกิจกรรมต่อเนื่อง โดยขยายกิจกรรมไปยังกลุ่มอาชีพและกลุ่มการเงิน เช่น กลุ่มน้ำยาง กลุ่มกองทุนเครื่องมือประมงและกลุ่มออมทรัพย์ผู้หญิงเพื่อการพัฒนาบ้านช่องฟืน รวมถึงการจัดทำการท่องเที่ยวชุมชนที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2566 เพื่อชมวิถีประมง ชมตะวันตกดิน เที่ยวเกาะกระ และทานอาหารจากทะเลสาบหน้าบ้าน โดยกำไรร้อยละ 3-5 ของแต่ละกลุ่ม นำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมของชุมชนเพราะต้องการให้ชาวบ้านทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลหน้าบ้าน นำเงินมารวมกับการขายเครื่องมือประมงที่จับมาได้ โดยมีกลุ่มประมงอาสาและชมรมชาวประมงรักษ์เลสาบอำเภอปากพะยูนเป็นผู้บริหารจัดการ ในการนำเงินไปใช้ต้องผ่านการประชุม โดยนำเงินไปใช้ในเรื่องต่างๆ เช่น ค่าน้ำมันเรือในการตรวจตราในทะเล การจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในการดูแลรักษาเขตอนุรักษ์ ค่าตอบแทนกลุ่มประมงอาสา และสมทบซื้อพันธุ์กุ้ง พันธุ์ปลาสำหรับกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และให้เงินชาวบ้านที่เป็นตัวแทนไปประชุมในเวทีต่างๆ โดยชาวบ้านจะกลับมาเล่าประเด็นต่างๆ ที่ได้ไปเรียนรู้ เป็นการสร้างคน เป็นสร้างความยั่งยืนของการทำงาน
หลักสูตรเกาะหมากศึกษา
ในการถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะลูกหลานในชุมชน นำมาสู่การพัฒนาจัดทำหลักสูตรเกาะหมากศึกษาโดยมีเนื้อหา ซึ่งใช้เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในตำบลเกาะหมาก 7 แห่ง และโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอปากพะยูน 1 แห่ง มีการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ ประเพณีวิถี วัฒนธรรมชุมชน ภูมิปัญญา ทรัพยากรกรในชุมชน (ทะเล ป่าพรุ อาชีพ เครื่องมือประกอบอาชีพ) ผู้นำชุมชน (ทางการและธรรมชาติ) แหล่งเรียนรู้ของชุมชน การรวมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้สอนในโรงเรียน
การขยายเขตอนุรักษ์ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
แนวคิดการจัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำขยายไปสู่ชุมชนที่ทำประมงและอยู่โดยรอบลุ่มน้ำทะเสลาบสงขลา ครอบคลุมหลายอำเภอ ของ อ.บางแก้ว อ.เขาชัยสน อ.เมือง อ.ควนขนุน จำนวน 25 ชุมชน ซึ่งได้จัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ รวมพื้นที่อนุรักษ์ 7,800 ไร่ และขยายไปยังโตน เล สาบ ประเทศกัมพูชา
นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้กับชุมชนในทะสาบสงขลาและและเป็นแหล่งเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ทั้งงานวิจัยที่แกนนำชุมชนได้เรียนรู้การจัดการข้อมูลที่นำมาปรับใช้วางแผนพัฒนาชุมชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่มีบทบาทในงานอนุรักษ์อย่างเข้มข้น
ชุมชนบ้านช่องฟืน
บ้านช่องฟืน หมู่ 2 ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง
ประสานงาน : น.ส.สุภาภรณ์ พรรณราย รองประธานเขตอนุรักษ์
67/1 ม. 2 ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง 93120 โทร. 089 976 7578
ประชากร : 319 ครัวเรือน 927 คน
พื้นที่ดำเนินงาน : พื้นที่ทะเลสาบหน้าบ้าน ระยะจากตลิ่ง 1,000 เมตร ความยาว 3,000 เมตร ตลอดแนวบ้านช่องฟืน พื้นที่อ่าวท่ายาง บ้านเกาะหมาก บ้านเกาะโคบ และอ่าวบางเตง พื้นที่ 526 ไร่ และพื้นที่ในชุมชนบ้านช่องฟืน
ระยะเวลาในการทำงานอนุรักษ์ : ปี 2533 - ปัจจุบัน (รวม 33 ปี)
ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
- การจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ที่ชัดเจน กำหนดขนาดและเครื่องมือในการทำประมง กำหนดกติกาการทำประมง เช่นเขตชั้นที่ 1 เป็นเขตปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (เขตริมฝั่ง) ระยะทางห่างจากฝั่งออกไป 250 เมตร มีกติกา ดังนี้ 1. ห้ามวางอวนทุกชนิดภายในเขตปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจากฝั่งประมาณ 250 เมตร (ยกเว้นฤดูกุ้งหัวมัน) 2. ห้ามทอดแห 3. ห้ามดักไซกุ้งนา 4. ห้ามโล๊ะกุ้ง 5. ห้ามถีบรูและจมบอกปลามิหลัง (ปลาดุกทะเล) 6. ห้ามดักไซแม่กุ้ง ตาอวนต่ำกว่า 4 เซนติเมตร 9. ห้ามครอบเทียว (เป็นถุงทำจากเนื้ออวนหรืออวนไนล่อนสีเขียว ความยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ปากถุงร้อยด้วยเชือกเป็นหูรูด) ภายในเขตอนุรักษ์
- สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่เขตอนุรักษ์ จากรายได้ของชุมชน 300 – 500 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 700 – 1,500 บาท อีกทั้งมีปลาหลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น เช่น ปลามิหลัง ปลาหัวโมง ปลาหัวอ่อน ปลาแมว ปลาบุตรี และกุ้ง และมีสัตว์น้ำกลับคืนมา เช่น ปลาพรหม ปลาวัว ปลาล่าปัง และชาวประมงสามารถลดต้นทุนค่าน้ำมันในการออกเรือไปจับสัตว์น้ำ
- เกิดกองทุนฟื้นฟูทะเล ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับเงินสมทบจากการดำเนินกิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนบ้านช่องฟืน สำหรับใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟู ดูแล และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหน้าบ้าน
- การสร้างกลุ่มคนทำงานที่มีความเข้มแข็ง เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลที่ประกอบด้วยคนหลากหลาย ได้แก่ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำชุมชน กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน สามารถสร้างความไว้วางใจกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การพูดคุยปรึกษาหารือในสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การสนับสนุนจากภาคี
- หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืด จังหวัดพัทลุง สนับสนุนความรู้ในประมงอาสา
- สถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่ 5 จังหวัดสงขลา สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำในการปล่อย
- สำนักงานประมงอำเภอ ประมงจังหวัดพัทลุง สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำในการปล่อย
- สมาคมรักษ์ทะเลไทย สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการทำงานอนุรักษ์ และงบประมาณในการทำงานด้านการอนุรักษ์ร่วมกับชุมชน
- องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก สนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ หลักสูตรท้องถิ่น
- SCG สนับสนุนงบประมาณในการสร้าง ซ่อม อู่เรือของชุมชน