ชุมชนบ้านท่าจูด จังหวัดพังงา
สามระบบนิเวศนำไปสู่สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในชุมชน
บ้านท่าจูดเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขา มีทั้งคลองน้ำจืดและคลองน้ำเค็ม มีผืนป่า 3,100 ไร่ มีธรรมชาติ 3 ระบบนิเวศ คือ ป่าบก ป่าชายเลน และป่าพรุ แต่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็เคยเผชิญกับการทำสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกในป่าชายเลนและป่าพรุ ส่งผลให้คลองรอบพรุตื้นเขิน เกิดน้ำเสีย และน้ำทะเลหนุนสูง ชาวบ้านไม่สามารถทำนาได้ ต้นจูดที่เคยสร้างเศรษฐกิจชุมชนลดจำนวนลง ครั้งที่สองจากการทำสัมปทานป่าไม้ (ป่าบก) ชาวบ้านรวมตัวคัดค้านจนกลุ่มทำสัมปทานถอนตัว แต่พื้นที่ที่เสื่อมโทรมก็ถูกบุกรุกเข้ามาทำการเกษตร ครั้งที่สามเป็นการเปิดสัมปทาน “เตาถ่าน” แล้วตามด้วยธุรกิจทำนากุ้งที่นอกจากส่งผลให้ป่าชายเลนเสื่อมโทรมแล้ว หลายครอบครัวยังละทิ้งอาชีพประมงพื้นบ้าน หลังจากเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจนากุ้งล่ม ปริมาณสัตว์น้ำลด จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ชาวบ้านท่าจูดหันมาฟื้นฟูทรัพย์ในดิน สินในน้ำ เพื่อให้สามระบบนิเวศกลับคืนมา ผลพวงจากการรักษาสวนสมรม จัดทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ การจัดการกองทุน ส่งผลให้ชุมชนไม่มีความเดือดร้อนในสถานการณ์โควิด 19 เนื่องจากชุมชนสามารถยังชีพได้ทั้งเศรษฐกิจของชุมชนและทรัพยากรที่มี
ที่มาของบ้านท่าจูด
ชุมชนบ้านท่าจูดมีอายุย้อนหลังนับร้อยปี เมื่อเริ่มแรกมีผู้ตั้งบ้านเรือนอยู่เพียง 8 ครัวเรือน ปักหลักในบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “บ้านควนถ้ำ” มีนายนุช บุญรอด ย้ายมาจากภูเก็ต เป็นผู้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนแล้วจึงชักชวนพรรคพวก ได้แก่ นายไส ศรีเทพ ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณ และนายสม เปรียบปาน
เป็นนายหนังตะลุงมาหักร้างถางพงทำสวน จากนั้นลูกเขยนายนุช คือ นายติ้ม ลิ่มติ้น ก็ลงมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หัวท่าเพิ่มขึ้นอีก คนก็เริ่มทยอยตามกันมาตั้งบ้านเรือน ส่วนใหญ่จะมีอาชีพการประมง ทำจากมุงหลังคา และทำใบจากมวนยาสูบ ในพื้นที่มีต้นกระจูดขึ้นอยู่จำนวนมากบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่
ความโดดเด่นของผลงานช่วงรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2557
การดูแลผืนป่า 3 ระบบนิเวศ คือ ป่าชายเลนพื้นที่ 3,000 ไร่ ป่าบกพื้นที่ 70 ไร่ และป่าพรุพื้นที่ 30 ไร่ รวมเป็น 3,100 ไร่ โดยผ่านการต่อสู้ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ 3 ระบบ ดังนี้
ระหว่างปี 2506 - 2530 ชุมชนเผชิญกับการเปิดให้ทำสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกในพื้นที่ป่าชายเลนและป่าพรุ
ปี 2520 มีกลุ่มทุนเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ (ป่าบก) จนป่าเสื่อมโทรมลงรวดเร็ว ชาวบ้านสามารถรวมตัวกันคัดค้านให้กลุ่มทำสัมปทานถอนตัวออกไป แต่พื้นที่ที่เสื่อมโทรมจากสัมปทานป่าก็ถูกชาวบ้านบางส่วนรุกเข้าไปปลูกทุเรียน มังคุด และผลไม้อื่นๆ แล้วเปลี่ยนพันธุ์ไม้ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดกลายเป็นสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันการ
เปิดสัมปทาน “เตาถ่าน” ตัดไม้ในป่าชายเลนระหว่างปี 2511 - 2546 ส่งผลกระทบให้จำนวนไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยธุรกิจทำนากุ้งที่เข้ามา
ในชุมชนในช่วงปี 2542 - 2545
ปัจจัยเหล่านี้เป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ชาวบ้านท่าจูดหันมาทำกิจกรรมอนุรักษ์โดยเริ่มต้นในปี 2535 ชุมชนบรรลุข้อตกลงในการหยุดเจาะน้ำมันยาง
เพื่อขาย แต่สามารถเจาะเพื่อใช้บำรุงรักษาเรือ
งานอนุรักษ์ป่าคุ้งควนถ้ำ 70 ไร่ ที่นำไปสู่การตั้งป่าชุมชน ต่อมามีการทำเส้นทางเดินในป่า เพื่อสร้างห้องเรียนธรรมชาติ การสำรวจและรวบรวมพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อสร้าง “ห้องสมุดมีชีวิต” โดยหนุนเสริมให้กลุ่มเยาวชนมีส่วนร่วม เป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่รับช่วงงาน และผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การฟื้นป่าชายเลนกว่า 100 ไร่ ซึ่งเริ่มในปี 2546 รวมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่เคยมีอาชีพประมงส่วนใหญ่หันกลับไปสู่วิถีเดิม จนปัจจุบันได้ขยายการดูแลป่าชายเลนพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ รวมทั้งฟื้นป่าพรุจำนวน 30 ไร่
จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ชุมชนได้ “ปรับตัว” หันมาฟื้นฟูสวนสมรม ปรับสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันให้เป็นสวนผสมผสานที่มีพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านอายุกว่า 100 ปี
ทุกบ้านมีแปลงผักสวนครัวไว้พึ่งตนเองตามหลักปรัชญาความพอเพียง มีการจัดทำสวัสดิการชุมชนโดยใช้พื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านจำนวน 25 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 300 ต้น เพื่อปันรายได้แก่ส่วนรวม และเพื่อรักษาแนวคิดสวนสมรมหรือสวนผสมผสานให้ยั่งยืน จึงมีพิธีถวายผลไม้แด่ภิกษุสงฆ์ในเดือนมิถุนายนของทุกปี
การปรับเปลี่ยนหลังจากได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2557
ชุมชนยังคงดูแลพื้นที่อนุรักษ์ป่าทั้งหมดประมาณ 3,100 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าพรุ 30 ไร่ ป่าคุ้งควนถ้ำตั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติควนถ้ำ พื้นที่ประมาณ 3,070 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลน 3,000 ไร่ พื้นที่ป่าบก 70 ไร่ และขึ้นทะเบียนป่าชุมชนบ้านท่าจูดจำนวน 7 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีการขยายพื้นที่ไปยังป่าบก ซึ่งเป็นพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) จำนวน 15 ไร่ เพื่อจัดทำเป็นจุดชมวิวของชุมชน รวมถึงมีการกั้นคูรอบพื้นที่ป่าพรุ 30 ไร่ เพื่อป้องกันการบุกรุกและเป็นที่วางไข่ของปลา
มีการท่องเที่ยวโดยชุมชน พายเรือชมป่าโกงกาง งมหอย ดูปูก้ามดาบ ดูลิง ดูนก เดินป่าระยะสั้นชมแนวหน้าผาหินสุดอลังการตามสโลแกนชุมชนบ้านท่าจูด “เที่ยวชุมชน 3 น้ำ 3 ป่า สไตล์เชิงนิเวศ ณ บ้านท่าจูด” และมีการอบรมมัคคุเทศก์น้อย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการชื่นชมธรรมชาติหรือต้องการดูนก รวมถึงเปิดร้านอาหารชุมชน ซึ่งได้เปิดเช่าให้กับบุคคลภายนอก
ชุมชนยังคงใช้ความเชื่อพ่อตาโพศุกร์ ซึ่งเป็นผู้คุ้มครองที่อยู่ของจระเข้ในพื้นที่ถ้ำใต้น้ำใต้ พื้นที่ป่าบก และรักษาพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือและจัดงานถวายผลไม้ประจำปี ในช่วงฤดูผลไม้ เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม
มีการถ่ายทอดงานอนุรักษ์ผ่านผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มผู้หญิง ในเรื่องการแปรรูปผลผลิต จักสาน กองทุนต่างๆ ชุมชนยังคงทำงานร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดพังงา และสถานีพัฒนาทรัพยากร ป่าชายเลนที่ 16
ชุมชนมีการจัดการกองทุนต่างๆ ในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน “บ้านท่าจูด” กองทุนแม่ของแผ่นดิน กองทุนแก้ไขปัญหาความยากจน กองทุนสาธารณะ (กองทุนพัฒนากลาง) กองทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนมีกระบวนการพัฒนาผู้นำที่ดี นำไปสู่การจัดการป่าที่จัดการชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป
ชุมชนบ้านท่าจูด
หมู่ 3 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา
ประสานงาน : นายเจษฎา พัดตัน
(ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าจูด)
4/1 หมู่ 3 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 82110
โทรศัพท์ : 08 2275 3527
ประชากร
218 ครัวเรือน จำนวน 835 คน
พื้นที่ดำเนินงาน
พื้นที่อนุรักษ์ป่าทั้งหมดประมาณ 3,100 ไร่
ประกอบด้วยป่าพรุ 30 ไร่ ป่าคุ้งควนถ้ำตั้งในพื้นที่
ป่าสงวนแห่งชาติควนถ้ำ พื้นที่ประมาณ 3,070 ไร่
ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลน 3,000 ไร่ พื้นที่ป่าบก
70 ไร่
ระยะเวลาในการทำงานอนุรักษ์
ปี 2535 - 2565
สรุปความก้าวหน้าหลังจากได้รับรางวัลในปี 2557
ระบบนิเวศ
- ระบบนิเวศ “คุ้งควนถ้ำ” ที่มีป่าชายเลน 3,000 ไร่ ป่าบก 70 ไร่ และป่าพรุ 30 ไร่ มีความสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์นานาชนิด เช่น ลิง งู ผึ้ง กุ้ง หอย ปู ปลา มีไม้ใหญ่อายุนับร้อยปี เป็นป่ามีศักยภาพในการผลิต Carbon Credit เป็นต้น
- มีวัฒนธรรมอาหารที่มาจากพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ในชุมชน เช่น แกงส้มมังคุด มังคุดแปรรูป เป็นต้น
การบริหารและจัดการ
- หลังจากได้รับรางวัลได้ต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวจากธรรมชาติ เช่น การใช้พื้นที่เพื่อการดูนก (Bird Watching) เป็นต้น และมีการจัดสรรผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
- ใช้ประโยชน์จากป่าเป็นแหล่งอาหาร โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด 19
สังคมและชุมชน
- การอนุรักษ์ ดิน น้ำ ป่า และมีแผนในการจัดการทรัพยากรโดยได้ร่วมมือกับหลายๆ ภาคี เช่น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เทศบาล และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แกนนำผู้ชาย กลุ่มผู้หญิง เป็นต้น
- มีกลไกกองทุนในชุมชนเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งได้เองของสมาชิกในชุมชน โดยกลุ่มสตรีมีบทบาทสำคัญ
- แกนนำมีกลยุทธ์ในการบูรณาการแผนเป็นตัวของตัวเอง มีแนวคิดและทิศทางชัดเจนในการพัฒนาชุมชนไปสู่วิสัยทัศน์และสร้างพันธมิตรกับราชการและเอกชนอย่างเท่าทัน
- มีการถ่ายทอดงานอนุรักษ์ผ่านผู้ใหญ่บ้าน และสืบต่อการบริหารจัดการชุมชน โดยมีคณะกรรมการรับผิดชอบในภาพรวมและกลุ่มย่อยต่างๆ ส่วนกลุ่มผู้หญิง ในเรื่องการแปรรูปผลผลิต จักสาน กองทุน