ชุมชนบ้านแหลมมะขาม จังหวัดตรัง
มือปราบประมงทำลายล้าง สร้างผืนป่าชายเลน ฟื้นฟูทะเลหน้าบ้าน
จากทะเลหน้าบ้านที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นผืนน้ำที่ไร้ทรัพยากร เพราะผลจากสัมปทานป่าชายเลน และการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง ชาวบ้านแหลมมะขาม ชุมชนมุสลิมและพุทธที่มีอาชีพประมงชายฝั่งทะเลอันดามัน จึงรวมตัวกันหาทางแก้ปัญหา ประกอบกับการหนุนเสริมจากสมาคมหยาดฝน สร้างกติกา ดูแลและฟื้นฟูป่าชายเลน สร้างแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ รวมถึงเต่าทะเล เฝ้าระวังเรือประมงที่ใช้เครื่องมือทำลายล้าง หลังได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในปี พ.ศ. 2554 ชุมชนมีความต่อเนื่องในกิจกรรมการอนุรักษ์และการจัดการป่าชายเลน จนสามารถจัดตั้งป่าชายเลนชุมชนกับกรมป่าไม้ได้ในพื้นที่ 1,067 ไร่ ฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพะยูนและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน อีกทั้งยังช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ชุมชนยังคงดำรงวิถีชีวิตทำประมงพื้นบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่ง หยุดการใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ความสมบูรณ์ของทะเลที่พื้นคืนมา สร้างรายได้จากสัตว์น้ำปีละประมาณ 12 ล้านบาท จัดการเรียนรู้ป่าชายเลน สัตว์น้ำ และหญ้าทะเล ให้กับนักเรียน รวมถึงสืบทอดการทำงานจากรุ่นสู่รุ่นต่อมาถึง 5 รุ่น ด้วยประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาเกือบ 40 ปี ทำให้ชุมชนเป็นพื้นที่ต้นแบบสู่พื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ
ภูมิหลังของชุมชน
บ้านแหลมมะขาม ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ก่อตัวขึ้นมาราว 100 ปีก่อน จากชาวบ้านที่อพยพเข้ามาทำประมงและอาศัยอยู่บริเวณริมคลองกะลาเสใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “คลองแหลมมะขาม” ชุมชนยังได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีนปีนัง ชาวมาเลเซียซึ่งพ่อค้าเหล่านี้จะรับซื้อเปลือกไม้โกงกางตากแห้ง เพื่อใช้ในการย้อมสี กระทั่งในปี พ.ศ. 2486 มีการตั้งโรงเผาถ่านในบ้านแหลมมะขาม ทำให้มีคนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้น เพื่อมารับจ้างตัดไม้ส่งโรงงานเผาถ่าน ส่งผลให้บ้านแหลมมะขามเต็มไปด้วยประชากรหลายเชื้อชาติ เช่น จีน มาเลเซีย พม่า และยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่บริเวณดังกล่าวมากขึ้น ทำให้ต้องมีการแบ่งแยกหมู่บ้าน โดยในปี พ.ศ. 2501 จากหมู่ 3 บ้านแหลมไทร เป็น หมู่ 4 บ้านแหลมมะขาม และในปี พ.ศ. 2527 ได้มีการแบ่งแยกพื้นที่จากหมู่ 4 บ้านแหลมมะขาม ออกเป็น 3 หมู่บ้าน คือ บ้านบางค้างคาว เป็นหมู่ที่ 4 และบ้านแหลมมะขาม เป็นหมู่ที่ 5 และบ้านทุ่งทอง เป็นหมู่ที่ 7
พื้นที่บ้านแหลมมะขาม เป็นเกาะห่างจากแผ่นดินใหญ่ มีพื้นที่ในชุมชน ประมาณ 600 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มยื่นออกไปทางตอนบนของอ่าวสิเกา ประกอบด้วยระบบนิเวศป่าชายเลน กับระบบนิเวศทะเลและชายฝั่ง การตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างกระจัดกระจาย ทั้งในบริเวณริมคลองแหลมมะขามและบริเวณทางทิศเหนือของหมู่บ้าน
ความโดดเด่นของผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2554
ผลจากการสัมปทานป่าชายเลนที่ต่อเนื่องเพื่อเผาถ่านไม้โกงกาง การลักลอบตัดไม้เกินจำนวนกว่าที่ระบุในสัมปทาน ประกอบกับการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทำลายล้าง การนำเรือประมงอวนลาก-อวนรุน เรือปั่นไฟ และโพงพาง เข้ามาทำประมงตามแนวชายหาดหน้าหมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับโล่งเตียน ทะเลไม่มีปลา ไร้สัตว์น้ำที่เคยมีมากมาย แนวหญ้าทะเลถูกทำลาย รวมถึงเต่าทะเลที่เคยพบเห็นบ่อยก็ลดลงและสูญหายไปในที่สุด
ปี พ.ศ. 2528 สมาคมหยาดฝนเข้ามาจัดทำโครงการเสริมศักยภาพชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่ง โดยมี “ป๊ะบู นวลศรี” เป็นแกนนำคนสำคัญ ทำให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงปัญหา และรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา โดยใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลางใช้หลักศาสนาอิสลามหลอมใจ ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนที่ประกอบด้วยแกนนำชาวบ้านฝ่ายปกครอง ฝ่ายท้องถิ่น และฝ่ายศาสนา มีการตั้งทีมลาดตระเวน “ชุดเฉพาะกิจทางทะเลบ้านแหลมมะขาม” ออกปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง/เดือน
การสร้างกติกาดูแลป่าทำกิจกรรมฟื้นป่าชายเลน จัดทำป่าชายเลนชุมชนพื้นที่แรกของประเทศไทย รวมถึงต่อสู้ในเชิงนโยบายเรื่องป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติ-ป่าชุมชน ร่วมกับสมาคมหยาดฝน อาจารย์นิธิ ฤทธิพรพันธุ์ สร้างแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เต่าทะเล หญ้าทะเล การเฝ้าระวังเรือประมงที่ใช้เครื่องมือทำลายล้าง และขยายพื้นที่อนุรักษ์ออกจากฝั่งทะเลไปถึง 8 กิโลเมตร
การปรับเปลี่ยนหลังจากได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ปี 2554
ชุมชนยังคงรักษาพื้นที่ป่าชายเลนชุมชน 1,067 ไร่ 75 ตารางวา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าคลองกะลาเส และป่าคลองไม้ตาย" และเขตพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2547 โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นป่าอนุรักษ์ ส่วนที่ 2 เป็นป่าใช้สอย (เฉพาะคนในชุมชน) และส่วนที่ 3 เป็นป่าฟื้นฟู ปลูกทดแทนที่เสื่อมโทรม มีพันธุ์ไม้ เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ พังกาหัวสุม แสมขาว แสมทะเล หลุมพอทะเล จิกทะเล และแคทะเล เป็นต้น โดยมีสัตว์น้ำ เช่น ปูดำ หอยกัน หอยตาแดง และ หอยเข็ม อีกทั้งมีน้ำผึ้งรวงจากป่าชายเลนอีกด้วย นอกจากนั้นยังปลูกป่าเสริมในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม โดยปลูก โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก จาก เตยปาหนัน ทำให้ป่าชายเลนมีความหนาแน่นขึ้น และขึ้นทะเบียนไว้กับกรมป่าไม้ปี พ.ศ. 2558
การอนุรักษ์ทะเลหน้าบ้านห่างจากชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นท่าเรือของชุมชน ระยะทาง 8 กิโลเมตร และได้ฟื้นฟูหญ้าทะเล 2 ชนิด คือ หญ้าคาทะเล และหญ้าชะเงาใบมน ในพื้นที่อ่าวสิเกา พื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ที่เป็นแหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ เช่น ปลากระบอก ปลาตาหมัน ปลาหลังเขียว กุ้ง หมึกสาย หมึกหอม ปูม้า เต่า พะยูน หอยแมลงภู่ หอยลาย หอยตาชัย ดาวทะเล เม่นทะเล ปลิง ไส้เดือนทะเล หนอนตัวกลม ปู และเป็นที่อยู่อาศัยของพะยูนประมาณ 5 ตัว รวมทั้งเต่าทะเล ประมาณ 100 ตัว โลมา 3 ตัว ชุมชนเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ด้วยการจัดทำธนาคารปูม้า โดยมีการปล่อยลูกปูลงสู่ทะเลทุกวัน รวมทั้งปล่อยกุ้งด้วยป่าชายเลนที่ได้รับการฟื้นฟูสามารถป้องกันคลื่นลม ช่วยลดความรุนแรงจากพายุไม่ให้บ้านเรือนชายฝั่งต้องเสียหาย ดักกรองสิ่งปฏิกูล และสารก่อมลพิษต่างๆ ที่ไหลปนมากับน้ำไม่ให้ลงสู่ทะเล
การแก้ปัญหาเครื่องมือประมงทำลายล้างหมดไปจากอ่าวสิเกา โดยการเฝ้าระวังทั้งป่าชายเลนและทะเลในอ่าวสิเกาอย่างสม่ำเสมอ มีการลาดตระเวนของคณะกรรมการป่าชุมชน ประมงอาสา และชาวบ้านในชุมชน มีการจำกัดขนาดเครื่องมือประมง เช่น ไซปูขนาดอวน 2.5 ซม. การจับปูต้องมีขนาด 2 ซม. การจำกัดขนาดอวน เช่น อวนปลากระบอก ปลาหลังเขียว ปลาลัง ขนาด 2 ซม. โดยการทำงานของ 4 ชุมชน คือ บ้านแหลมมะขาม บ้านบางค้างคาว บ้านทุ่งทอง และบ้านแหลมไทร ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง ฝ่ายปกครองอำเภอสิเกา ทำให้ปัจจุบันในอ่าวสิเกาไม่มีเครื่องมือประมงทำลายล้าง
แกนนำปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 5 ประกอบด้วย แกนนำทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ร่วมกันทำงานอย่างแข็งขัน โดยได้จัดการเรียนรู้เรื่อง ป่าชายเลน หญ้าทะเล และสัตว์น้ำหายาก รวมถึงให้นักเรียนไปร่วมปลูกป่าชายเลน และหญ้าทะเล เป็นการสร้างจิตสำนึกและสืบทอดงานอนุรักษ์ให้กลุ่มเยาวชน
ชุมชนได้ร่วมขับเคลื่อนกับชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง 5 อำเภอ 44 หมู่บ้าน ในการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานในเรื่องป่าชายเลน หญ้าทะเล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดูแลหญ้าทะเล ฯลฯ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สมาคมหยาดฝน และเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ฝ่ายปกครอง อบต.และกลุ่มแกนนำทางศาสนา
จากการดูแลป่าชายเลน หญ้าทะเล ทะเลหน้าบ้าน ส่งผลให้คนในชุมชน จำนวน 187 ครัวเรือน สามารถจับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปู หมึก ปลา มีรายได้ทั้งหมู่บ้านประมาณ 12,000,000 บาท/ปี นับเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่อ่าวสิเกา อีก 3 หมู่บ้าน คือ บ้านบางค้างคาว บ้านทุ่งทอง และบ้านแหลมไทร และจาก อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง อ.เกาะลันตา อ.คลองท่อม จ.กระบี่
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 คนในชุมชนไม่สามารถออกจากชุมชนได้ จึงนำของทะเลมาแปรรูปขายออนไลน์ ทั้ง ปลาหวาน ปลาส้ม ปลาเค็ม แกงไตปลาแห้ง นอกจากสร้างรายได้แล้ว ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการตั้งรับปรับตัวกับความเสี่ยง นอกจากนั้นได้สร้างสรรค์เศรษฐกิจสีเขียว ลดการรบกวนธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการเลี้ยงสาหร่ายขนนกและสาหร่ายพวงองุ่น จำหน่ายเพิ่มรายได้
จากประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาเกือบ 40 ปี ปัจจุบันชุมชนบ้านแหลมมะขาม เป็นพื้นที่ต้นแบบในเรื่องการจัดการป่าชายเลนและทะเลหน้าบ้าน การปลูกหญ้าทะเล จนเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในเขตตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด
ชุมชนบ้านแหลมมะขาม
หมู่ 5 ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง
ประสานงาน : นายสมหมาย หมาดทิ้ง
87 หมู่ 5 ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง 92150 โทร. 081 737 6792
ประชากร : 182 ครัวเรือน 728 คน
พื้นที่ดำเนินงาน :
- พื้นที่แหลมมะขามเป็นเกาะล้อมรอบไปด้วยคลองน้ำเค็มและทะเลป่าชายเลน มีพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชน 1,067 ไร่ 75 ตารางวา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าคลองกะลาเส และป่าคลองไม้ตาย" และเขตพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2547
- ทะเลหน้าบ้านระยะทางจากฝั่ง 8 กิโลเมตร เป็นแหล่งหญ้าทะเล ของหญ้าคาทะเล และหญ้าชะเงาใบมน ประมาณ 1,200 ไร่ สัตว์ที่อาศัยในระบบนิเวศหญ้าทะเลมีเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย ปลากระบอก ปลาตาหมัน ปลาหลังเขียว กุ้ง หมึกสาย หมึกหอม ปูม้า เต่า พะยูน หอยแมลงภู่ หอยลาย หอยตาชัย ดาวทะเล เม่นทะเล ปลิง ไส้เดือนทะเล หนอนตัวกลม ปู เป็นต้น
ระยะเวลาในการทำงานอนุรักษ์ : ปี พ.ศ. 2528 - ปัจจุบัน (รวม 39 ปี)