1,002

พระครูถาวรพัฒนกิจ งานพัฒนาภายใต้ต้นทุน 3 ประการ จังหวัด ขอนแก่น

ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10  ประจำปี 2551

ประเภท : บุคคล

พระครูถาวรพัฒนกิจ  งานพัฒนาภายใต้ต้นทุน 3 ประการ จังหวัด ขอนแก่น

โดย นุชน้อย นารถเหนือ คณะทำงานภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

   พระครูถาวรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดนวการาม บ้านโคกใหญ่ เริ่มงานอนุรักษ์ตั้งแต่ปี 2519 งานพัฒนาของท่านดำเนินการภายใต้ต้นทุน 3 อย่าง คือ ต้นทุนเดิม ได้แก่ อุปนิสัยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ต้นทุนด้านประสบการณ์ คือการได้เรียนรู้และลงมือทำจริง และต้นทุนทางสังคม ได้แก่ การได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับหลายภาคส่วน ท่านเริ่มจากการจัดระเบียบของวัด โดยใช้พื้นที่บางส่วนของวัดปลูกต้นไม้ และขอบิณฑบาตรป่าเสื่อมโทรมจากชาวบ้านมาฟื้นฟู โดยเพาะพันธุ์กล้าไม้เอง โดยเฉพาะต้นยางนาที่ตั้งเป้าหมายว่าจะปลูกให้ได้ 99,999 ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ปัจจุบัน ปลูกยางนาแล้ว 60,000 ต้น บนเนื้อที่ 100 ไร่ ของป่าชุมชนบ้านโคกใหญ่

อารามโรปา วะนะโรปา เย ชะนา เสตุการะกา

ปะปัญจะ อุทะปาณัญจะ เย ทะทันติ อุปัสสะยัง

เดสัง ทิวา รัตโต จะ สะทา ปุญญัง ปวัฑฒะติ

ธัมมัฏฐา สีละสัมปันนนา เต ชะนา สัคคคามิโน

   พระคาถาข้างต้น หมายความว่า คนที่ปลูกต้นไม้ สร้างป่า รักษาป่า ย่อมมีความสุขขณะที่มีชีวิตอยู่ ตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์

   แนวคิดตามความในพระคาถานี้ ซึมซับในจิตวิญญาณและตกผลึกเป็นอุดมการณ์ของท่านพระครูถาวรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดนวการาม บ้านโคกใหญ่ ต.บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ในการที่จะพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อเติมพื้นที่สีเขียว แทนดินแห้งแล้งที่กำลังขยายตัวกว้างออกไปเรื่อยๆ

   พระครูถาวรพัฒนกิจ มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนวการาม เมื่อปี 2519 ท่านเริ่มงานด้วยการจัดระเบียบพื้นที่ของวัด โดยใช้พื้นที่บางส่วนของวัดปลูกต้นไม้ มีประดู่ พยุง และยางนา ซึ่งปัจจุบันเจริญงอกงามเป็นต้นไม้ใหญ่เคียงคู่กับต้นมะม่วงยักษ์ โดยเฉพาะต้นยางนาที่วัดเส้นรอบวงได้ถึงเมตรเศษๆ นอกจากนั้น ท่านยังได้เพาะพันธุ์ต้นกล้ายางนา เพื่อมอบให้เครือข่ายโดยเพาะจากลูกของยางนาต้นที่ปลูกด้วยมือของท่านเอง

   งานพัฒนาของพระครูถาวรพัฒนกิจ อาศัยต้นทุน 3 อย่าง คือ ต้นทุนเดิม ได้แก่ อุปนิสัยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ต้นทุนด้านประสบการณ์ คือการได้เรียนรู้ได้เห็นได้ปฏิบัติ และต้นทุนทางสังคม ได้แก่ การได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับหลายภาคส่วน

   ปัจจุบัน ภายในวัดนวการามร่มรื่นด้วยพรรณไม้ เช่น ต้นยางนาที่ปลูกในระยะต่อมาจนถึงปัจจุบัน ขนาดรุ่นหนุ่ม และรุ่นเล็กหลายร้อยต้นที่เข้าแถวเป็นระเบียบชูกิ่งและใบสีเขียว สู้กับภาวะโลกร้อน นอกจากนั้นยังมีไม้ชนิดอื่น เช่น ไทรย้อย ที่งอกงามจนกิ่งก้านและใบประสานกันเป็นอุโมงค์ ทอดตัวเป็นทางยาวตามถนนที่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับเดินจงกรมกรรมฐาน รวมทั้งไม้พื้นถิ่นที่หายากอีกหลายชนิดที่ท่านบิณฑบาตมาจากนักสะสมและกลุ่มคนที่ทำมาหากินเกี่ยวกับป่า เพื่อทำการเพาะชำและนำคืนสู่ธรรมชาติในโอกาสที่สำคัญหลายๆ โอกาส

การฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านโคกใหญ่

   บ้านโคกใหญ่ ตั้งขึ้นในปี 2483 พร้อมกับการอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ของราษฎรชาวบ้านฝาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้สงวนพื้นที่ป่าไว้สำหรับทำประโยชน์ร่วมกันในรูปของป่าทำเลเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ป่าผืนนี้ถูกใช้ประโยชน์เป็นป่าช้า เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ และเป็นแหล่งอาหาร แหล่งพืชสมุนไพรของชุมชนต่อเนื่องมาเกือบ 80 ปี ชีวิตจิตใจของชุมชนผูกพันกับป่าผืนนี้อย่างแยกกันไม่ออก

   ต่อมาเมื่อชาวบ้านอพยพมีจำนวนมากขึ้น ทรัพยากรในป่าบ้านโคกใหญ่ถูกใช้อย่างไร้ขีดจำกัด ไร้ขอบเขต ไร้กฎเกณฑ์ มีการจุดไฟเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ การบุกรุกป่าเข้ามาทำประโยชน์อย่างถาวรจากชาวบ้านบางกลุ่มที่ทำกินติดกับป่า ทำให้พื้นที่ป่าหายไปประมาณ 100 ไร่

   ปี 2545 พระครูถาวรพัฒนกิจได้เป็นผู้นำในการดำเนินโครงการป่าชุมชนบ้านโคกใหญ่ที่บริหารจัดการดูแลโดยชุมชน มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนรักป่าเหมือนป่าเป็นลูกหลานของตนเอง ท่านทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการบริหารโครงการ มีคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ดำเนินงาน ตั้งแต่กรรมการฝ่ายศาสนา กรรมการฝ่ายที่ปรึกษา กรรมการฝ่ายบริหาร กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรรมการฝ่ายแผนที่รักษาแนวเขตป่า ฝ่ายบำรุงและปลูกป่าทดแทน กรรมการฝ่ายตรวจตระเวนรักษาป่า กรรมการฝ่ายป้องกันไฟป่า กรรมการฝ่ายอนุรักษ์พืชสมุนไพร กรรมการฝ่ายคุ้มครองชีวิตสัตว์ป่า กรรมการฝ่ายบังคับและรักษากฎระเบียบ และกรรมการฝ่ายพิธีกรรมป่า รักษาศาลเจ้าปู่ตาประจำชุมชน

บิณฑบาตพื้นที่คืนป่าชุมชน

   เมื่อมีการจัดตั้งโครงการป่าชุมชนขึ้น ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการที่มีท่านพระครูถาวรพัฒนกิจเป็นผู้นำคือ การขอบิณฑบาตผืนป่าที่ถูกบุกรุกโดยรอบประมาณ 100 ไร่ คืนมาจากชาวบ้าน โดยอ้างการปักปันพื้นที่แนวเขตตามที่สำรวจที่สาธารณะ เพื่อออกเอกสารสิทธิ์ในปี 2521 พบว่าป่าผืนนี้มีเนื้อที่ถึง 423 ไร่ และชี้ชัดว่า เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ถูกบุกรุกล้ำแนวเขตเข้ามาจากผู้บุกรุกถึง 10 ราย เมื่อมีการแสดงหลักฐาน การบังคับตามข้อกฎหมาย และการเทศนาโน้มนำของพระครูถาวรพัฒนกิจ ผู้บุกรุกทั้ง 10 ราย ก็ยอมคืนที่ดินที่ขาดหายไปให้ และเพื่อป้องกันการบุกรุกซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต คณะกรรมการได้ปักหลักธงตามแนวเขตเดิม และมีการตัดถนนรอบป่าในเวลาต่อมา ถนนที่ตัดรอบป่านั้นนอกจากจะใช้เป็นแนวเขตแดนแล้ว ยังต้องการให้เอื้อประโยชน์ต่อชาวบ้านที่มีพื้นที่รอบป่าในการสัญจรไปมา และขนส่งผลผลิตทางเกษตรกรรม

   พระครูถาวรพัฒนกิจ มักจะเทศนาว่า พระพุทธเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับป่าไม้และต้นไม้มาโดยตลอด และมีพระสงฆ์จำนวนมากที่มีบทบาทในการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

   เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2550 ทางคณะสงฆ์อำเภอน้ำพอง ได้กำหนดให้มีโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยพระสงฆ์เป็นแกนนำ ชื่อโครงการ "80 พรรษา มหาราชันร่วมกันปลูกป่า " โดยมีเป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้ให้ได้ 99,999 ต้น พระครูถาวรพัฒนกิจ ได้ร่วมกับภาคส่วนราชการ เอกชน และชุมชน จัดให้มีการปลูกต้นยางนา 60,000 ต้น บนเนื้อที่ 100 ไร่ บริเวณป่าชุมชนบ้านโคกใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับคืนมาจากชาวบ้าน และพื้นที่เสื่อมโทรมในป่าดั้งเดิม และในพื้นที่บางส่วนของวัดนวการาม

   ท่านให้เหตุผลในการเลือกต้นยางว่า เป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ โตเร็ว ให้ผลตอบแทนตั้งแต่วัยเด็กไปถึงตลอดอายุขัย ให้ใบที่เขียวชอุ่ม ใช้เป็นภาชนะห่อสิ่งของได้ รากอุ้มน้ำทำให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน กิ่งก้านสาขาใช้เป็นเชื้อเพลิง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ยางเหนียวในลำต้นใช้ประโยชน์เป็นน้ำมัน เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง

  ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดนิ่ง ท่านพระครูขยายแนวคิด กิจกรรมออกไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานและร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ และเป้าหมายต่อไป คือการขยายเครือข่ายชุมชนสีเขียวที่ป่าดงแหลม บ้านคำบอน ที่มีเนื้อที่ถึง 5,000 ไร่ ป่าชุมชนบ้านเพี้ยฟาน โนนสวรรค์ ป่าชุมชนบ้านดงเย็น และป่าชุมชนบ้านหนองแวงดง

   กว่า 30 ปีของการทำงานด้านอนุรักษ์ พระครูถาวรพัฒนกิจ ได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัล "100 ปี คนดีศรีน้ำพอง สาขาอนุรักษ์ป่าชุมชน ในงานฉลองครบรอบ 100 ปี อำเภอน้ำพอง" ซึ่งเป็นรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม

   "รางวัลเป็นต้นทุนทางสังคมที่เป็นเครื่องมือต่อยอดในการพัฒนา" ท่านอธิบายว่า รางวัลเป็นเครื่องมือที่ผู้ได้รับ ใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อถือให้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนา ให้มองเห็นว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นแรงผลักให้เกิดการพัฒนาต่อยอด เป็นพลวัตรไม่มีที่สิ้นสุด

และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก


1,002