บ้านห้วยหินลาดใน : ธรรมชาติคือวิถีแห่งชีวิต
บ้านห้วยหินลาดใน : ธรรมชาติคือวิถีแห่งชีวิต จังหวัดเชียงราย
บ้านห้วยหินลาดในแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชาวปกากะญอในการดูแลผืนป่ากว่า 10,000 ไร่ไว้ได้ ทั้งที่ชุมชนมีประชากรเพียง 102 คน ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนดำเนินชีวิตอย่างสมถะ สอดคล้องและเกื้อกูลต่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด “ขอแบ่งปันธรรมชาติ เพราะธรรมชาติไม่ใช่ของเรา” ชุมชนมีเอกภาพในการดูแลรักษาผืนป่า มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในวิถีชีวิต วัฒนธรรมของตน และสามารถกลั่นกรอง วิเคราะห์ผลดีผลเสียของความเปลี่ยนแปลงที่รุกเข้ามาสู่ชุมชน ดังเช่นกรณีการนำยอดต้นพลับที่โครงการหลวงมาสนับสนุนให้ปลูก มาทาบกิ่งต้นตอพันธุ์ท้องถิ่น หรือการประกาศให้ให้หมู่บ้านเป็นเขตปลอดโสเภณี
ถนนสายพร้าว-เวียงป่าเป้าที่ตัดผ่านทางเข้าหมู่บ้านด้านทิศเหนือ คือตัวแทนของกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่รุกเข้ามาท้าทายว่า ชุมชนปกากะญอที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบ เรียบง่ายพึ่งพาตนเอง และคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่ออย่างเช่นที่บ้านห้วยหินลาดในแห่งนี้ จะคงดำรงวิถีแห่งบรรพบุรุษได้สืบเนื่องต่อไปในอนาคตหรือไม่
วิถีชีวิตชนเผ่าปกากะญอที่บ้านห้วยหินลาดในเคยถูกรุกรานและตกเป็นฝ่ายถูกกระทำมาแล้วจากการทำสัมปทานป่าไม้ และจากที่คนภายนอกเข้ามาบุกรุกผืนป่าของหมู่บ้าน
ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชุมชนตระหนักถึงผลกระทบในเชิงลบต่อสังคมหมู่บ้าน และต่อธรรมชาติ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในได้นำความเชื่อ พิธีกรรมและวัฒนธรรมของชนเผ่ามาประยุกต์ใช้กับเรื่องการดูแลป่า โดยมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อรักษาประเพณี พิธีกรรมของชนเผ่าต่อการรักษาดิน น้ำ และผืนป่า เพียงเพื่อการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ภายใต้แนวความคิด “ขอแบ่งปันธรรมชาติ เพราะธรรมชาติไม่ใช่ของเรา”
วิถีธรรมชาติ คือวิถีชีวิต
“ออที เกอะ ตอที ออก่อ เกาะ ตอก่อ”
“ได้กินจากน้ำต้องรักษาป่า ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า”
“ทา” บทนี้ เปรียบเสมือนปรัชญาธรรมชาติของชนเผ่าปกากะญอ สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ อยู่เพื่อให้และรับอย่างสมดุล วันนี้ เด็กๆ และคนหนุ่มสาวที่บ้านห้วยหินลาดในยังขับร้อง “ทา” บทนี้ และยึดถือเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกับบรรพชน
จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ชุมชนปกากะญอบ้านห้วยหินลาดในมีอายุประมาณ 80 - 100 ปี เริ่มแรกมีเพียง 7 - 8 หลังคาเรือน หากต่อมาขยายเพิ่มมากขึ้นจนแยกไปเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งคือ ห้วยหินลาดนอก ปัจจุบันเหลือหมู่บ้านตั้งอยู่จำนวน 20 หลังคาเรือน ประชากรรวม 102 คน ทุกคนยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ที่หมู่บ้าน โดยไม่มีใครออกไปทำงานในเมืองหรือต่างหมู่บ้าน
บ้านทุกหลังเป็นบ้านไม้แบบถาวรตั้งอยู่เชิงเขา มีห้วยหินลาดไหลผ่าน รอบบริเวณหมู่บ้านเป็นสวนเขา และป่าไม้ธรรมชาติที่คงสภาพอุดมสมบูรณ์แม้จะเคยผ่านการทำสัมปทานมาแล้ว โดยชุมชนมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะช่วยกันรักษาสภาพของธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด อาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำสวนชา ซึ่งปลูกบริเวณริมลำธาร เป็นชาพันธุ์พื้นเมือง ปลูกตามธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี และไม่ต้องใช้น้ำมาก โดยปลูกผสมผสานกับผืนป่าอย่างกลมกลืน บริเวณดังกล่าวยังมีการปลูกผลไม้เมืองหนาว เช่น ลูกพลับ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์จากโครงการหลวง หากชาวบ้านนำพันธุ์ที่ได้รับมาทาบกิ่งกับต้นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเห็นว่ามีความแข็งแรงทนทาน ปรับตัวเข้าสภาพธรรมชาติของที่นี่มาแล้วอย่างดี
การทำไร่ข้าวแบบหมุนเวียน ใช้พันธุ์พื้นเมือง โดยมีวิธีการหมุนใช้พื้นที่ โดย 1 รอบ ใช้เวลา 1 - 6 ปี ในการทำไร่จะตัดต้นไม้เหลือตอเอาไว้สูงประมาณเอว เพื่อให้ป่าฟื้นสภาพหลังการเก็บเกี่ยว ในไร่ข้าวชาวบ้านจะปลูกพืชผัก ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ มีความหลากหลายไม่ต่ำกว่า 30 ชนิด ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟเมื่อต้องเผากำจัดวัชพืช โดยไม่มีการขุดพลิกหน้าดินในแต่ละขั้นตอนของการทำข้าวไร่ จะมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อที่ว่า มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ หากเป็นผู้มาขอใช้ประโยชน์ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ด้วยความพอดีเพียงพอต่อการดำรงชีพ ความเชื่อดังกล่าวช่วยรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและการดูแลรักษา
นอกจากนั้นชาวบ้านยังมีรายได้เสริมจากการเก็บของป่า เช่น ผักกูด หน่อ เห็ดชนิดต่างๆ มะไพ มะแฟน มะขาม หวาย ชาวปกากะญอที่บ้านห้วยหินลาด ในมีวิธีการเก็บของป่าที่ให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เช่น การเก็บหน่อไม้ แม้จะสามารถเก็บได้ในช่วง 4 เดือน หากชุมชน ตกลงร่วมกันว่าจะเก็บเพียง 3 เดือน เพื่อให้หน่อไม้ที่แตกในเดือนที่ 4 ได้เติบโตเป็นต้นต่อไป
การถ่ายทอดจิตสำนึกหรือปรัชญาของชนเผ่า ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลเริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยมีพิธีผูกสายสะดือ (รก) ของเด็กไว้กับต้นไม้ใหญ่
เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ในบ้าน บิดาจะเป็นผู้นำสายสะดือของทารกไปผูกกับต้นไม้ใหญ่ โดยต้องเลือกต้นที่มีลูกมีผล เพราะถือว่าจะสามารถขยายพันธุ์ต่อไป การผูกสายสะดือกับต้นไม้นี้บิดาของเด็กจะนำสายสะดือใส่ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วนำผ้ามาปิดที่ปากกระบอก จากนั้นใช้ดอกมัดปากระบอกไว้ แล้วนำเอาตะแหลวมาติดด้านหน้ากระบอกไม้ไผ่มีการซอเพลงสวดเพื่อทำพิธี แล้วนำกระบอกนั้นไปผูกกับต้นไม้ที่มีลูกมีผล แล้วมีแนวโน้มที่จะเจริญงอกงามดีต่อไป โดยใช้ตอกที่เตรียมมามัดกระบอกไม้ไผ่ดังกล่าวกับต้นไม้ และจำมัดรอบต้นเพียงรอบเดียว และพันตอกเพียงมือเดียวเท่านั้น ถือเป็นเสร็จพิธี
ต้นไม้ต้นใดที่มีสายสะดือทารกผูกติดอยู่ จะถือว่าเป็นชีวิตของเด็ก ชุมชนจะต้องปกปักรักษาต้นไม้นั้นให้อุดมสมบูรณ์ และห้ามตัดเด็ดขาด ถ้าหากต้นไม้ถูกโค่นล้ม จะถือว่าชีวิตของเด็กมีอันเป็นไป เพราะว่าขวัญของเด็กอยู่ที่ต้นไม้นั้นแล้ว ป่าที่ผูกสายสะดือเด็กนั้นจะห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาตัดต้นไม้ในบริเวณนั้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีพ่อแม่ชาวปกากะญอหลายคนที่ไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาล หากยังขอสายสะดือของลูกมาส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปฝากขวัญไว้กับต้นไม้ในป่า
พิธีกรรมดังกล่าว ส่งผลต่อการดูแลรักษาป่าตลอดระยะเวลาแห่งการตั้งชุมชนแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่า ไม่มีการตัดทำลายต้นไม้ ป่าไม้ เมื่อเด็กปกากะญอเกิดใหม่ 1 คน ย่อมหมายถึงชีวิตของต้นไม้ 1 ต้นจะได้รับการปกป้อง การที่ชุมชนรักษาต้นไม้ไว้ได้ ย่อมส่งผลเกี่ยวเนื่องกับการรักษาดิน น้ำ สัตว์ป่า นับเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของชุมชนที่ได้รับการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน
จากป่าประเพณี สู่ป่าชุมชน
เดิมชุมชนบ้านห้วยลาดในดำเนินวิธีการดูแลรักษาป่าสอดคล้องกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีวิถีชีวิต และความเชื่อเรื่องวิญญาณผีเจ้าป่าเจ้าเขา ชาวบ้านเชื่อว่า ถ้าคนรักษาป่า ป่าก็จะช่วยรักษาคน ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดเมื่อเกิดการทำสัมปทานป่าไม้เมื่อปี พ.ศ. 2517 คนภายนอกเริ่มเข้ามาบุกรุกป่า ชุมชนจึงต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” จากแนวความคิดตั้งกฎระเบียบในการดูแลป่าชุมชนประกอบด้วยข้อห้ามตามประเพณี ได้แก่ ห้ามทำไร่บริเวณป่าต้นน้ำ ตาน้ำ เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดูแลอยู่ ห้ามตัดไม้บริเวณป่าสะดือ และไม่ตัดไม้บริเวณป่าช้านอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามอื่นๆเพิ่มเติม ประกอบด้วย การห้ามเลื่อยไม้ขาย ไม้ที่ใช้ทำฟืนต้องเป็นไม้ที่แห้งตาย หรือเป็นกิ่งไม้ การนำไม้มาสร้างบ้านต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการหมู่บ้าน และห้ามคนติดยาเสพติดเข้ามาในหมู่บ้าน
ชุมชนมีความคิดริเริ่มในการรักษาป่าให้ยั่งยืน โดยสร้างโรงเพาะชำของชุมชน เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ชาวบ้านช่วยกันเก็บจากป่า พันธุ์ไม้ดังกล่าวส่วนหนึ่งชาวบ้านนำไปปลูกซ่อมในป่า รวมทั้งแจกจ่ายให้ชาวบ้านทั้งในและนอกชุมชน รวมทั้งส่วนราชการของกรมป่าไม้
นอกจากนั้นยังจัดการประชุมเป็นประจำทุกเดือนระหว่างกลุ่มบ้านใกล้เคียง เช่น ห้วยหินลาดนอก มูเซอบ้านแม่ทรายขาว เพื่อสร้างความเข้าใจในการดูแลรักษาป่า และยังได้ชักชวนชาวลีซอบ้านป่าตึงให้เข้าร่วมรักษาและอนุรักษ์ป่ารอบกลุ้มบ้าน ด้วยการทำแนวกันไฟร่วมกันในแต่ละกลุ่ม จะแบ่งพื้นที่ป่ากันรักษาตามแบบวัฒนธรรมของตนเอง
ความเข้มแข็งของชุมชนปกากะญอที่บ้านห้วยหินลาดใน สะท้อนผ่านความสามารถในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยการนำความเชื่อ พิธีกรรมและวัฒนธรรมของชนเผ่ามาใช้ในการดูแลป่า และปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม
ชุมชนมีภูมิคุ้มกันในการจัดการกับกระแสจากภายนอก มีความสามารถรู้เท่าทัน สามารถกลั่นกรอง และวิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นก่อนนำมาปฏิบัติ ดังเช่น กรณีการประกาศตัวเป็นชุมชนปลอดโสเภณี และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก สามารถกลั่นกรองความรู้ที่ได้รับเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับปัญหา ความต้องการและรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ดังเช่นกรณีการนำยอดต้นพลับ ที่โครงการหลวงสนับสนุนให้ชุมชนในเขตป่าภูเขาปลูกมาเสียบยอดต้นตอพันธุ์ท้องถิ่น
แม้ชุมชนจะมีขนาดเล็กเพียง 20 ครอบครัว หากสามารถรักษาผืนป่าไว้ได้กว่า 10,000 ไร่ ขณะที่ป่าโดยรอบถูกทำลายจนเสื่อมโทรมหมดแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากความสมัครสมานสามัคคีของทุกคนในชุมชน นับตั้งแต่เด็ก คนหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างแสดงแนวคิดที่สอดคล้องเป็นเอกภาพกัน ทั้งในแง่ของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ความเข้าใจคุณประโยชน์ของป่าต่อการดำรงชีวิต และกิจกรรมการดูแลรักษาป่า ชุมชนกล้าแสดงความเห็น มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมของตน คือแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาป่าให้อยู่คู่กับชุมชนได้สืบไป