พระลัน ธมฺมรโส เชื่อมประสานความเข้าใจฯ จังหวัด ศรีสะเกษ
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548
ประเภท : บุคคล
พระลัน ธมฺมรโส เชื่อมประสานความเข้าใจ ด้วยแนวทางสันติวิธี จังหวัด ศรีสะเกษ
โดย คณะทำงานภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หมู่บ้านแห่งนี้มีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับราษฎ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ชุมชนละแวกนี้ยังเป็นพื้นที่ "สีชมพู" ม่านความขัดยังพลิ้วไหวบางๆ อยู่ ด้วยระยะเวลาแห่งความหมางเมินนั้นบาดลึกยาวนาน แต่แผลนั้นก็ค่อยๆ ตื้นขึ้น เพราะมีภิกษุผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างสองฝ่าย
นี่คือการต่อสู้ตามวิถีของสมณะที่เน้นสันติวิธี เพื่อสร้างโลกที่ทุกคนสามารถแบ่งปันกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข
สภาพป่าในพื้นที่เตรียมการผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เมื่อก่อนไฟไหม้ทุกปี เกิดจากชาวบ้านที่เข้าไปในป่าจุดไฟให้เดินสะดวก จากพรานป่าที่เข้าไปล่าสัตว์ และมีคนมาบุกรุกลักลอบตัดจนเป็นป่าเสื่อมโทรมลง จนกระทั่งพระลันได้เข้ามาดูแลร่วมกับชาวบ้านเมื่อ 5 ปีก่อน ป่าจึงเริ่มฟื้นคืนมา
พระลัน ธมฺมรโส เป็นชาวเมืองขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เริ่มบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ จนกระทั่งได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่จันทบุรี แล้วก็ธุดงค์มาเป็นศิษย์ของพระอาจารย์แบน ธนกาโร ผู้ทรงศีลแห่งสกลนคร ท่านครองสมณะเพศมาจนถึงวันนี้ 16 พรรษาแล้ว
เมื่อ 5 ปีก่อน พระลันก็ธุดงค์มาถึงที่นี่...วัดป่าภูดินสอ
วัดป่าภูดินสอ ที่จริงต้องเรียกว่า "วัดป่าพนมไดซอ" ถึงจะถูก คำว่า "ซอ" เป็นภาษาเขมร แปลว่า ขาว "ไดซอ" ก็คือ ดินขาว ตรงกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพลาญหินใหญ่ มีดินสีขาวที่เป็นฝุ่นอยู่ดาษดื่น แต่พระผู้ใหญ่เห็นว่าชื่อกระเดียดไปทางภาษาเขมร จึงเปลี่ยนชื่อ
จาก " พนมไดซอ" ไปเป็น "ภูดินสอ" แทน
วัดป่าภูดินสอมีพระจำพรรษา 5 รูป พระลันเป็นรูปหนึ่งในนั้น กุฏิมีเพียง 2 หลัง แต่ละหลังจะซ่อนอยู่ในราวป่า มีขนาดเพียง 2 x 2 เมตร เคร่งครัดตามที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้
พื้นที่ป่าที่ร่วมกับชาวบ้านดูแลนั้นมีจำนวนเกือบ 2,000 ไร่ เป็นป่าที่อยู่บนที่ราบสูงที่เป็นพลาญหินกว้าง มีธารน้ำที่เกิดจากป่าต้นน้ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติผ่านกลาง ก่อนที่จะเดินขึ้นไปถึงวัด จะต้องผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และเลยออกไปก็เป็นบ้านกันทรอมใต้กับบ้านห้วยจันทร์ จึงเท่ากับว่าป่าเกือบ 2,000 ไร่ ผืนนี้ คือกันชนระหว่างชุมชนกับเขตอนุรักษ์นั่นเอง บ้านกันทรอมใต้ซึ่งอยู่ห่างจากวัดราว 6 กิโลเมตร เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ป่ามากที่สุด ชุมชนนี้ไม่มีคณะกรรมการดูแลป่า ไม่มีพื้นที่ป่าชุมชนของตัวเอง แต่การมาช่วยพระลันปลูกต้นไม้และดูแลป่า พวกเขาก็ได้อาศัยเก็บผลผลิตจากป่าผืนนี้ดำรงชีพ
แต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านซึ่งมีอดีตเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเหล่านี้ จะศรศิลป์ไม่กินกันกับเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ผู้เปรียบเสมือนยามเฝ้าประตู
ความขัดแย้งสืบเนื่องมากจากภาพที่ฝังในใจลึกๆ ว่า ข้าราชการคือผู้เอาเปรียบ ถ้าป่าผืนนี้คือกันชนของป่าใหญ่ พระลันก็เปรียบเสมือนกันชนของชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ความใจเย็นประกอบกับวัตรปฏิบัติแบบสายพระป่าผู้สมถะ ทำให้ท่านสามารถเป็นกาวใจเชื่อมชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ให้หันเข้าหากันได้ในระดับหนึ่ง
"ครั้งแรกที่เจอปัญหา ท้อแท้มาก...เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาไล่ออกจากป่า แต่ชาวบ้านก็เข้ามาต่อต้าน อาตมาก็เลยพยายามสร้างความตระหนักในการดูแลป่า ให้กับชาวบ้านไปพร้อมๆ กัน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังมารุกไล่อยู่เรื่อยๆ" ภิกษุวัย 38 ปีแห่งวัดป่าภูดินสอ กล่าว
คุณสมคิด จันทลักษณ์ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าจองกอ เล่าว่า เมื่อปี 2546 มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้ามาบุกรุกป่าราว 50 ไร่ พระลันจะไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ ในที่สุด ชาวบ้านก็ออกไปมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง พระลันก็จะแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง
"แต่ก่อน ตอนที่ผมเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ใหม่ๆ ผมก็ไม่ไว้ใจ เพราะคิดว่าจะต้องเหมือนกับพระหลายรูปที่ชอบกินป่า จนกระทั่ง 2 ปี ผ่านไปที่เฝ้าสังเกต จึงพบว่าท่านทำงานรักษาป่าด้วยความจริงใจ อดทน ท่านเป็นนักสู้จริง"
ชาวบ้านใน ต.ห้วยจันทร์ และ ต.กันทรอม มักจะประสบปัญหาความแห้งแล้ง พระลันเห็นว่าชาวบ้านในเขตสองตำบลนี้มีความเดือนร้อน จึงมีแนวคิดที่จะดึงน้ำจากลำธารในป่าไปใช้ ท่านปรึกษาหารือกับผู้นำหมู่บ้าน จากนั้นไปขอความช่วยเหลือจากพระอาจารย์แบนที่สกลนคร พระอาจารย์แบนจึงให้ท่อปะปาพีวีซีมูลค่าประมาณ 150,000 บาท พระลันกับชาวบ้าน จึงช่วยกันต่อท่อปะปาภูเขาจากลำธารมายังหมู่บ้านเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาถึงปีเศษ จากแรงงานชาวบ้านห้วยจันทร์ หมู่ 4 และบ้านกันทรอมใต้ หมู่ 4 ซึ่งอยู่ใกล้กับป่ามากที่สุด จึงมีน้ำประปาใช้มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพระลันให้ป่า ให้น้ำ ด้วยความจริงใจและไม่ยึดติดกับวัตถุใดๆ ศรัทธาก็บังเกิด
นายประนี อิงไทย ชาวบ้านห้วยจันทร์ เล่าว่า เคยมีชาวบ้านคนหนึ่งเจ็บป่วย ไม่มีเงินไปโรงพยาบาล จึงมาขอความช่วยเหลือกับพระอาจารย์ "ท่านบอกว่า...ไปหยิบเงินในตู้ที่มีผู้ใจบุญบริจาคไว้ ให้หยิบเอาแต่พอเป็นค่ารักษาพยาบาล"
พระลันจะคอยดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านมาโดยตลอด ทั้งช่วยชาวบ้านที่ศรีสะเกษซึ่งถูกน้ำท่วม ท่านนำข้าวของไปแจก ส่วนใหญ่ก็จะขอความช่วยเหลือไปยังพระอาจารย์แบน อีกทอดหนึ่ง
"แรกๆ นั้นพระอาจารย์กับชาวบ้านร่วมกันดูแลป่า 2,000 ไร่ ต่อมาเริ่มขยายออกไปเรื่อย จนตอนนี้ดูแลกันประมาณ 3,000 ไร่ แล้ว ชาวบ้านได้อาศัยเก็บเห็ด กลอย อีลอก มัน ผักป่า ฟืนไม้แห้ง หาได้ตลอดเวลา พระอาจารย์ไม่เคยหวงห้าม" นายสำราญ แพงศรี อบต.บ้านห้วยจันทร์ หมู่ 4 หนึ่งในผู้ร่วมแรงรักษาป่ากับพระลัน กล่าวด้วยความภูมิใจ
5 ปีของการรักษาป่า ชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างได้ใช้ประปาภูเขาที่กักเก็บไว้บนวัดป่าภูดินสอ แม้บ้านอื่นจะไม่มีกลุ่มอนุรักษ์ แต่บ้านห้วยจันทร์และบ้านกันทรอมใต้ ก็เริ่มมีกลุ่มป้องกันไฟป่า มีกลุ่มดูแลเรื่องน้ำประปา แม้จะยังไม่มีการจัดตั้งป่าชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
ม่านแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐกับราษฎ์ยังพลิ้วไหวบางๆ อยู่ ด้วยระยะเวลาแห่งความหมางเมินนั้นบาดลึกยาวนาน แต่แผลนั้นก็ค่อยๆ ตื้นขึ้น ใครบางคนที่มาพูดคุยด้วยส่งเสียงแทรกขึ้นมา "ถ้าไม่มีพระอาจารย์ลัน ก็เหลือแต่ตอแล้ว" เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากมวลชนที่มักมาชุมนุมกันที่วัดเสมอๆ
ถ้าไม่มีพระลันเป็นผู้ประสานความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ก็คงจะเป็นเสมือนอาการของโรคร้ายที่เรื้อรังไม่มีที่สิ้นสุด และการดูแลป่าตามวิถีคนพึ่งป่า ป่าพึ่งคน ก็คงไม่เกิด
นี่คือการต่อสู้ตามวิถีของสมณะที่เน้นสันติวิธี เพื่อสร้างโลกที่ทุกคนสามารถแบ่งปันกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข