1,211

หญิงนักสู้แห่งผืนป่าดงขุมคำ

หญิงนักสู้แห่งผืนป่าดงขุมคำ
   ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างมีบทบาทหน้าที่ ในการดูแลปกป้องรักษาผืนป่าไม่แตกต่างกัน ผู้หญิงอาจต้องใช้เวลาและความอดทน ฝ่าข้ามกำแพงค่านิยมในสังคมที่ขวางกั้นอยู่ แม่ฤทธิ์ บุญประกอบ ผู้หญิงนักสู้ แห่งผืนป่าดงขุมคำคือ ตัวแทนของความเสมอภาคทางเพศ ที่ได้รับการยอมรับจากคนทุกกลุ่มพิสูจน์ตนเองด้วยผลงานที่ยาวนานกว่า 20 ปี ในการปกป้องรักษาผืนป่า “คนรักป่าขาดกันไม่ได้ เราต้องพึ่งพาป่าตั้งแต่เกิด จนตาย ทั้งอาหาร สมุนไพร น้ำ รายได้ คนอยู่ป่าเหมือนคนอยู่ท่าเรือ ที่หาปลาจากทะเล แต่คนอยู่ป่าหาอาหารจากป่า”
   ภูมิปัญญาของบรรพชนชาวอีสาน ที่เลือกทำเลที่มีคามเหมาะสมของทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน ที่ตั้งบ้านเรือน พื้นที่ป่าที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพอย่างพอเพียงของชุมชน สอดคล้องกับระบบนิเวศและวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น สามารถจำแนกการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างลงตัว ที่อยู่อาศัยและสวนหลังบ้านอยู่บนที่สูงหรือ “โนน” เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่ลาดถัดลงไปสำหรับทำนา เพราะมีแหล่งน้ำธรรมชาติ ห้วย หนอง โคกหรือโนนต่อจากที่นาเป็นแหล่งไม้ใช้สอยและปลูกพืชสวนพืชไร่ไว้เป็นอาหาร ทำเครื่องใช้ไม้สอย เลี้ยงวัว ควาย ส่วนเขตป่าอยู่ห่างออกไป เป็นป่าส่วนกลางของชุมชนใช้สอยร่วมกัน มีป่าดอนปู่ตาเป็นป่าวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนบ้านป่ามีชีวิตที่สงบสุข เรียบง่ายตลอดมา แต่เมื่อผืนป่าถูกทำลายจากผลพวงของการพัฒนาประเทศ ชุมชนถูกลิดรอนสิทธิในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น การรวมตัวต่อสู้ คัดค้านจึงเกิดขึ้น และท่ามกลางผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งเหล่านั้น ผู้หญิงบ้านป่าคนหนึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างมีหน้าที่ปกป้องรักษาผืนป่า
ผู้หญิงธรรมดา...ดอกไม้ป่าแห่งดงขุมคำ
   ชีวิตของแม่ฤทธิ์คล้ายกับดอกไม้ดอกเล็กๆที่อ่อนน้อมถ่อมตน ซุกซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ เมื่อเบ่งบานเต็มที่อายุ 18 ปีก็แต่งงานกับพ่อแดง บุญประกอบ มีลูกชายหญิงด้วยกันถึง 9 คน ต้องทำงานหนักทั้งงานบ้านและช่วยทำนา แต่แม่ฤทธิ์ ไม่เคยย่อท้อ แม่ฤทธิ์ย้อนรำลึกถึงชีวิตที่ผูกพันกับผืนป่าให้ฟังด้วยความสุข ตั้งแต่เกิด จนจำความได้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวชอุ่มของท้องนาและผืนป่ารอบๆหมู่บ้าน แม้ว่าจะกำพร้าพ่อแม่ ได้เรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ป.4 ก็ต้องออกมาช่วยตายายทำนา เก็บของป่าขาย แต่การอาศัยอยู่กับตายาย ทำให้แม่ฤทธิ์ได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับสมุนไพรและของป่า จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านบอกว่าหมู่บ้านป่าน้อย บ้านเกิดของเธอแห่งนี้ เป็นชุมชนเก่าแก่กว่าร้อยปีอพยพมาจากบ้านคอนสาย ตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2438 เมื่อเริ่มเข้ามาตั้งรกรากสภาพของผืนป่ากว้างใหญ่แห่งนี้เป็นป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้มีขนาดใหญ่ขนาดสามคนโอบ มีทั้งไม้ยาง ไม้ตะเคียน ไม้จิก (เต็ง) ไม้ฮัง (รัง) ไม้พะยอม ไม้บาก ไม้สะแบง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ซาด ฯลฯ ชาวบ้านไม่อดอยากมีอาหารจากป่าตลอดปี ทั้งพืชผัก ผลไม้ป่า สัตว์ป่า แมลงนานาชนิด ยามเจ็บไข้ก็หาสมุนไพรจากป่า วนที่มาของชื่อ “ป่าดงขุมคำ” มีตำนานเล่าขานกันว่า บริเวณหลุมทรงกลมมนขนาดใหญ่หลายแห่งบนลานหินในป่า (ดง) นั้นมีทองคำกระจายอยู่ทั่วไป เป็นเหมือนขุมทองคำ จึงเรียกกันว่า "ดงขุมดำ” แม่ฤทธิ์ไม่รู้ว่าหลุมเหล่านั้นจะมีทองคำหรือไม่ รู้เพียงแต่ว่าผืนป่าแห่งนี้เป็น “ป่าชีวิต” ของชาวบ้าน ความหลากหลายของพืชพรรณ สัตว์ป่า สร้างอาหารให้ชาวบ้านได้อยู่ได้กิน สายน้ำที่ไหลผ่านลำห้วยที ลำห้วยขุมคำ คือแหล่งน้ำธรรมชาติที่ได้อาศัยดื่มกินและทำนา ส่วนไม้ใช้สอยก็ได้จากป่าตามหัวไร่ ปลายนา ที่สืบทอดกันมาด้วยภูมิปัญญาและจิตสำนึกของบรรพบุรุษกันพื้นที่ป่าตามหัวไร่ปลายนาไว้บานละ 10 - 20 ไร่ กลายเป็นป่าสมบูรณ์ที่ลูกหลานได้ใช้สอยสืบต่อกันมา โดยไม่ต้องรบกวนตัดไม้ในป่าใหญ่ของชุมชน ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้อาจมีค่าไม่ต่างจากขุมทองคำ ที่ชาวบ้านขุมได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น...
จุดเริ่มต้นของหญิงนักสู้...
   ผู้หญิงบ้านป่าอย่างแม่ฤทธิ์ ยังคงดำเนินเรียบง่ายเฉกเช่นหญิงชาวบ้านทั่วไป หากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ขณะที่แม่ฤทธิ์อายุประมาณ 37 ปี เมื่อนายทุนได้รับสัมปทานเข้ามาตัดไม้ใหญ่ทั้งไม้ยางนา ไม้กระบาก แม่ฤทธิ์ เฝ้าดูด้วยความกังวลว่าไม้ใหญ่จะถูกทำลายจนหมดจากป่า คนรุ่นหลานคงจะไม่มีไม้ใช้ต่อไป จึงเริ่มพูดคุยปรึกษาหารือกับชาวบ้าน รวมตัวกันเข้าร้องเรียนทางอำเภอตระการพืชผลหลายครั้ง จนในที่สุดนายทุนก็ยอมหยุดการตัดไม้ในปี พ.ศ. 2520 แต่แม่ฤทธิ์ไม่เคยคิดเลยว่านี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการต่อสู้เท่านั้น...
   เพียงไม่ถึง 10 ปี ความทุกข์ครั้งใหญ่หลวงก็มาเยือนจาก “โครงการอีสานเขียว” ทางการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจพื้นที่ป่าดงขุมคำ บริเวณที่ไม่มีใครทำกิน เพื่อสร้างศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ เริ่มตัดไม้ในป่าธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 - 2530 เพื่อให้สัมปทานเอกชนเช่าปลูกสวนป่าดงเก้าต้น 5,000 ไร่ ตามนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ กำหนดจะปลูกยูคาลิปตัสปีละ 1,000 ไร่ เป็นแบบแผนเดียวกันกระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วภาคอีสาน หากนโยบายและขบวนการเหล่านี้ ชาวบ้านไม่เคยรับรู้หรือมีส่วนร่วมเลย พวกเขารู้เพียงแต่ว่า “บ่ออยากให้ปลูก เพราะบ่ได้เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” (นายสุกรี ลัดดา ชาวบ้านห้วยหวาย)
การต่อสู้ครั้งสำคัญของแม่ฤทธิ์ต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง มิใช่เพราะอยากเด่นอยากดัง หากความรักความผูกพันต่อผืนป่าที่หยั่งรากลงในจิตวิญญาณทำให้ผู้หญิงบ้านป่าคนหนึ่งลุกขึ้นปกป้องผืนป่าแห่งนี้ไว้ ด้วยวิธีการสันติ นุ่มนวล ขอร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ไถเกรดถางป่า เพราะการทำเช่นนี้เป็นการทำลายป่าธรรมชาติ “ทำไมต้องถางป่าธรรมชาติแล้วปลูกป่าทดแทนปลายนาของพวกเขาที่เก็บรักษาไว้ตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย รัฐบาลไม่มีเงินใช้หรือ จึงต้องจำนองที่ดินเอาที่ดินธรรมชาติไปขาย ถ้าถางไปแล้ว ชาวบ้านจะกินอะไร ปลูกยูคาทำอะไรไม่ได้”
   แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะต่อต้านคัดค้าน แต่โครงการฯ ยังคงเดินหน้าต่อไป มีชาวบ้านบางส่วนเข้าร่วมรับจ้างปลูกยูคาลิปตัสเพราะอยากมีรายได้ แม่ฤทธิ์พยายามเข้าไปพูดคุยกระตุ้นจิตสำนึกของชาวบ้านกลุ่มนี้ แต่การต่อสู้และความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐปลูกกลางวัน ชาวบ้านถอนกลางคืน รวมตัวกันส่งหนังสือเรียกร้องทางอำเภอ โดยให้แม่ฤทธิ์เป็นแกนนำเดินขบวนไปร้องเรียนร่วมกับชาวบ้านอีก 5 หมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเดียวกัน คือ บ้านบ๋าหอย บ้านห้วยหวาย บ้านห้วยทีเหนือ บ้านนาคำ และบ้านดงเจริญ...
วิกฤต ปัญหา ความทุกข์...บทพิสูจน์ศักยภาพ
   แม้ความทุกข์จะมีมากมาย แต่ด้วยจิตใจที่กล้าหาญ เข้มแข็ง อดทนของแม่ฤทธิ์ ก็นำพาให้ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อนหญิง พาแม่ฤทธิ์และชาวบ้านไปเข้าร่วมประชุมที่โครงการป่าชุมชนสุรินทร์ร่วมกับ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น และชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วภาคอีสานที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเดียวกัน การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหา ความทุกข์จากที่เกิดขึ้น ในที่สุดปัญหา “รัฐอยากได้ป่าประชาชนอยากได้ที่” ก็เริ่มมีทางออกว่าชุมชนควรมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อพบทางออกเช่นนี้ แม่ฤทธิ์เริ่มกำลังใจนำแนวคิดนี้กลับมาปรึกษาเพื่อนบ้าน ทำความเข้าใจ เรื่องการจัดการป่าชุมชนให้เป็นระบบมากกว่าเดิม แม่ฤทธิ์และชาวบ้านต้องร่วมกันต่อสู้กับปัญหานี้จนถึงปี พ.ศ. 2534 ทางสวนป่าสามารถปลูกป่ายูคาลิปตัสได้จริงเพียง 1,390 ไร่ เท่านั้น แม้จะพยายามนำพันธุ์ไม้อื่นมาปลูก เช่น ประดู่ มะนาว ไผ่ แต่ชาวบ้านยังคงยืนหยัด คัดค้านจนต้องล้มเลิกโครงการไปในที่สุด
   แม่ฤทธิ์รำลึกให้ฟังว่า “หากเราบ่แพงไว้ ป่าก็บ่ยัง เราคงจะไม่ได้มีพื้นที่ป่าดงขุมคำในวันนี้ ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาปกป้อง สวนป่ายูคาลิปตัส 5,000 ไร่ และความทุกข์ยากเมื่อขาดที่ทำกินก็คงไม่แผ่ขยายไปทั่วดง ถ้าเราไม่ลุกขึ้นต่อสู้ ต่อไปลูกหลานเราจะเดือดร้อนอยู่ไม่ได้ อยากให้ชุมชนได้รับความเป็นธรรม ถ้าเราหยุด เราจะแพ้ เราไม่ได้อยากชนะ เพียงแต่ขอให้พบกันครึ่งทาง เพราะคนกับป่าขาดกันไม่ได้ เราต้องพึ่งพาป่าตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งอาหาร สมุนไพร น้ำ รายได้ คนอยู่ป่าเหมือนคนอยู่ท่าเรือที่หาปลาอาหารจากทะเล แต่คนอยู่ป่าหาอาหารจากป่า...”
   ชุมชนเริ่มเรียนรู้ประสบการณ์จากปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มเข้าใจถึงแนวคิดที่แม่ฤทธิ์พยายามอธิบายตลอดมา “เราต้องรวมตัวกันทำ ถ้าเราทำกระจัดกระจายจะไม่สำเร็จ” การรวมตัวของชาวบ้านจึงเกิดขึ้นร่วมกันทำแนวกันไฟรอบผืนป่า เริ่มตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนโดยมีบ้านโป่งน้อยเป็นแกนนำและหมู่บ้านอื่นๆ เข้าร่วมรวม 6 หมู่บ้าน แต่ปัญหาคาวามเดือดร้อนครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2534 - 2535 จากโครงการจัดสรรที่ดินทำกินเพื่อราษฎรที่ยากไร้ในเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) และพื้นที่ป่าดงขุมคำคือหนึ่งในพื้นที่เป่าหมายของโครงการ ทางราชการบอกเพียงว่าจะย้ายชุมชนออกจากป่าและจัดสรรที่ดินทำกินให้ใหม่ โดยไม่คำนึงถึงชุมชนที่อยู่มาก่อนจะประกาศเป็นเขตป่าสงวน ด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีมากกว่าเพื่อนบ้านจากการไปร่วมประชุมสัมมนาในที่ต่างๆ แม่ฤทธิ์จึงประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และไม่ให้ชาวบ้านลงชื่อยอมรับกับทางราชการที่มาสำรวจรายชื่อ และเป็นแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมกับเครือข่ายสมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน (ต่อมาคือ สมัชชาคนจน) เพื่อคัดค้านโรงการ แม่ฤทธิ์ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่จังหวัดนครราชสีมา “เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ ดูแต่ ย่าโม เป็นผู้หญิงยังสู้จนตัวตาย” และเลือดความรักหวงแหนผืนป่าของแม่ฤทธิ์ ก็ได้มีส่วนร่วมจารึกไว้ในจดหมายเลือดที่ส่งถึงรัฐบาลร่วมกับคนอื่นๆ จนในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกโครงการนี้ทั่วประเทศ
   วิญญาณการต้อสู้ของแม่ฤทธิ์ยังไม่หมดสิ้น ได้เข้าร่วมเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมือง “พฤษภาทมิฬ” ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 จนบุตรชายต้องถูกจับแต่แม่ฤทธิ์ไม่เคยย่อท้อ และหมดกำลังใจเมื่อเกิดปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนอีกครั้งในปี พ.ศ. 2536 - 2537 ทางราชการประกาศให้พื้นที่ป่าดงขุมคำเป็นเขตป่าอนุรักษ์ (ป่าโซน C) ซ้อนทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านกลายเป็นผู้ผิดกฎหมายและจะต้องถูกอพยพออก เพื่อนบ้านไว้วางใจให้แม่ฤทธิ์เป็นแกนนำอีกครั้ง เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐแก้ไขปัญหาการประกาศแนวเขต ให้รัฐคำนึงถึงสิทธิของราษฎรที่อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าสงวน ขอให้ปรับพื้นที่จากเขตอนุรักษ์ โซน C เป็นเขตเศรษฐกิจ โซน E และออกเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินของราษฎร ตามนโยบายปฏิรูปที่ดิน (สปก. 4-01) ส่วนพื้นที่ป่าที่ลาดชันเชิงเขากำหนดให้เป็นป่าอนุรักษ์ตามเดิม โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการ เมื่อแก้ไขปัญหาของรัฐไม่คืบหน้า แม่ฤทธิ์จึงเป็นแกนนำพาชาวบ้านเข้าร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านจากทั่วประเทศ ที่พัฒนามาเป็น “สมัชชาคนจน” ในปี พ.ศ. 2539 และปี พ.ศ. 2540 ในที่สุดรัฐบาลจึงมีมติ ครม. ติดตามแก้ไขปัญหาจนเห็นผลเป็นรูปธรรม มีการปรับแนวเขตและให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินมาดำเนินการออก สปก. 4-01 ให้แก่ชาวบ้าน
ดอกไม้เหล็กแห่งเครือป่าชุมชนดงขุมคำ
   จากดอกไม้ป่าดอกเล็กๆที่ใสซื่อบริสุทธิ์ เจียมเนื้อเจียมตัว ทว่ากล้าหาญ อดทน ซุกซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ มาวันนี้ ดอกไม้ดอกนี้ผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่ามรสุมพายุฝน ที่พัดกรรโชกหล่อหลอมให้เป็นดอกไม้เหล็ก ชูกิ่งก้านกล้าแข็ง พิสูจน์ความงามและความแข็งแกร่งให้ผู้คนทั่วไปได้ประจักษ์ ผลจากความเดือดร้อนที่ผ่านมา เป็นบทเรียนสำคัญทำให้ชาวบ้านเรียนรู้การรวมตัว เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็งในการต่อสู้ เครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำจึงขยายจกเดิมที่มี 6 หมู่บ้าน เป็น 10 หมู่บ้าน 2 ตำบล ในปี พ.ศ. 2537 และมอบความไว้วางใจให้แม่ฤทธิ์เป็นรองประธานเครือข่าย ด้วยความเป็นผู้สนใจใฝ่รู้ แม่ฤทธิ์คิดว่าการศึกษาเพียงน้อยนิดที่มีอยู่คงไม่เพียงพอ จึงเดินทางไปเข้าร่วมอบรม ประชุมสัมมนา ศึกษาดูงานการจัดการป่าชุมชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ประกอบกับเจตนารมณ์ที่แน่วแน่อยากให้ชุมชนมีสิทธิ มี ส่วนร่วมในการจัดทรัพยากรท้องถิ่น ทำให้แม่ฤทธิ์สามารถพัฒนาโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายให้ชัดเจน มีแผนงานต่อเนื่อง สามารถขยายผลสู่กิจกรรมอื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้น และประสบการณ์ที่ซึมซับจากผืนป่าตั้งแต่วัยเด็ก ประกอบกับได้เรียนรู้ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ทำให้แม่ฤทธิ์มีความรู้ ความเข้าใจระบบนิเวศของผืนป่าอย่างลึกซึ้ง และเผยแพร่สู่ผู้อื่นเป็นครูโดยธรรมชาติ เป็นครูโดยการปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ทั้งการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและสอดคล้องกับระบบนิเวศ เช่น การเก็บอาหาร ของป่า การใช้สมุนไพรจากป่า จนขยายผลสู่โครงการต่างๆ เช่น เกษตรผสมผสาน โรงสีข้าวชุมชน หมอยาพื้นบ้าน เป็นต้น
   ศักยภาพ ผลงาน จากความอดทน ทุ่มเท เสียสละเพื่อชุมชนตลอดมา ในที่สุดก็ให้การยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา พร้อมใจกันให้แม่ฤทธิ์เป็นประธานเครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นี่คงเป็นบทพิสูจน์การยอมรับบทบาทผู้หญิงคนนี้ จากเพื่อนบ้านในชุมชนและชุมชนข้างเคียง โดยไม่มีอคติเรื่องเพศมาขวางกั้นอีกต่อไป
   แม่ฤทธิ์บอกว่า “ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างมีบทบาทในการดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นด้วยกันทั้งนั้นไม่มีการแบ่งแยก ที่ผ่านมาผู้ชายอาจได้รับการยอมรับมากกว่าตามค่านิยมในสังคม ผู้หญิงอาจต้องใช้เวลาและความอดทนพิสูจน์การยอมรับ” จึงพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกวัย เข้ามามีส่วนร่วม แม่ใหญ่ คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ทรงภูมิปัญญา คือบุคคลที่มีค่าเป็นที่ปรึกษาสำคัญของคณะทำงาน ส่วนแม่บ้าน หญิงสาว และวัยรุ่น คือ กำลังสำคัญในการทำงาน ปัจจุบันจึงมีผู้หญิงเข้ามาเป็นกรรมการ ร่วมทำงานมากขึ้น และพยายามสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพื่อสืบสานแนวคิดและเจตนารมณ์ของเครือข่ายต่อไป...
คือผู้หญิงธรรมดา...คือแรงบันดาลใจ
    ดอกไม้เหล็กแห่งผืนป่าดงขุมคำดอกนี้ แม้จะร่วงโรยไปตามกาลเวลา หากยังคงอ่อนโยนนอบน้อมถ่อมตน ส่งกลิ่นหมอขจรขจายไปไกล เมล็ดพันธุ์ที่ร่วงหล่นบนพื้นดิน กำลังงอกเงยสร้างดอกไม้นักสู้แห่งผืนป่าให้เบ่งบาน
   ประดิษฐ์ สิบศรี และใหม่ มีโชค กำลังสำคัญของเครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำ คือตัวอย่างของเมล็ดพันธุ์ในผืนป่าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่ฤทธิ์ ประดิษฐ์บอกว่า
  “ตอนแรกได้ยินข่าวเรื่องแม่ฤทธิ์ช่วงที่มีการต่อต้านการปลูกยูคาลิปตัส ในโครงการอีสานเขียว ประมาณปีพ.ศ. 2528 ผมอยู่ที่บ้านดอนม่วง ก็ยังไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานผลกระทบการปลูกยูคาลิปตัส จึงเข้าใจถึงการรวมตัวและต่อสู้ของชาวบ้านโป่งน้อย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เริ่มเข้ามาร่วมประชุม ได้เห็นความตั้งใจ ความเสียสละของแม่ฤทธิ์ ทำให้เกิดความศรัทธา จึงเข้ามาร่วมทำงานกับแม่ฤทธิ์ เข้าร่วมการต่อต้านโครงการต่างๆด้วยกัน จนในที่สุดได้เข้ามามีส่วนร่วม ทำงานเป็นกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำ...”
   ไม่แตกต่างจากใหม่ มีโชค ชาวบ้านโป่งน้อย ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการป่าชุมชนดงขุมคำ กล่าวถึงแรงบันดาลใจจากแม่ฤทธิ์ว่า “ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็นับถือในความเสียสละ ทุ่มเทงานเพื่อชุมชนของแม่ฤทธิ์ จงเลือกให้เป็นประธานเครือข่ายป่าชุมชนมา 3 ปีแล้ว ผมเองศรัทธาการทำงานของแม่ฤทธิ์ที่ทุ่มเทเสียสละ เป็นนักประสานงานที่ดี สามารถขยายเครือข่ายได้ถึง 10 หมู่บ้าน มีความโปร่งใสในการทำงาน รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนบ้าน ก็เลยบริจาคที่ดินส่วนตัวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เพื่อสร้างศูนย์ประสานงานเครือข่ายฯ และเข้าร่วมทำงานเป็นขณะกรรมการด้วย...”
   ด้วยจิตใจที่กล้าหาญ เข้มแข็ง อดทน ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความสุภาพ อ่อนโยนนอบน้อมถ่อมตน คุณสมบัติเช่นนี้ทำให้แม่ฤทธิ์เป็นนักประสานงานที่ยอดเยี่ยมกับคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกระดับ วันนี้บทบาทผู้นำหญิงของแม่ฤทธิ์จึงได้รับการยอมรับและกล่าวขานไปทั่วทั้งในส่วนราชการ องค์กรเอกชน และชุมชนข้างเคียง ทว่าแม่ฤทธิ์ยังคงดำเนินบทบาทเช่นเดียวกับผู้หญิงทั่วไปเป็นแม่บ้าน เป็นแม่ เป็น ย่า ยาย ของหลานๆ มีภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่กำลังใจและการสนับสนุนครอบครัว ทั้งพ่อแดงสามีคู่ทุกข์คู่ยาก บุตรชาย บุตรสาว หลานๆ ทำให้แม่ฤทธิ์สามารถต่อสู้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างไม่ย่อท้อ แม่ฤทธิ์บอกว่า ปัญหาไม่เคยหมดสิ้น แต่ไม่เคยย่อท้อและหมดกำลังใจ จะทำงานช่วยเหลือชุมชนไปจนตาย ความหวัง ความปรารถนาสูงสุด นอกเหนือจากขอให้รัฐแก้ไข พ.ร.บ. ป่าชุมชนให้ชุมชนมีสิทธิ อำนาจ มีส่วนรวม ในการดูแล รักษาทรัพยากรในท้องถิ่นแล้ว ยังหวังจะขยายเครือข่ายให้รอบผืนป่าดงขุมคำ ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 120,831.25 ไร่ ให้ครอบคลุมทั้งถักทอเครือข่ายให้เป็นตาข่ายผืนใหญ่ครอบคลุมทั่วผืนป่าไม่ให้ใครทำงานได้ ปัจจุบันสิ่งที่ได้ทำถือว่า ได้แค่ประมาณร้อยละ 80 ยังไม่เต็ม 100
   นี่คือ ผู้หญิงบ้านป่าธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าวิถีชีวิตที่ผูกพันกับผืนป่า หยั่งรากลึกก่อเกิดเป็นความรัก ความผูกพัน จิตสำนึกที่จะปกป้องรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป เป็นเพียงผู้หญิงชาวบ้านที่สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีความรู้ ไม่มีทรัพย์สินเงินทองแต่จิตใจที่กล้าหาญ เข้มแข็ง อดทน ทุ่มเท เสียสละเพื่อชุมชนตลอดมา สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับโดยไม่มีข้อแตกต่างทางเพศมาเป็นกำแพงขวางกั้น เป็นตัวอย่างของความเสมอภาคเพศ (Gender Balance) เป็นแรงบันดาลใจแก่คนหนุ่มสาวที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม คือ....แม่ฤทธิ์ บุญประกอบ


1,211