1,740

พลุคันธุลี ลมหายใจแห่งผืนป่าชุ่มน้ำ

พลุคันธุลี ลมหายใจแห่งผืนป่าชุ่มน้ำ

   เสียงลิงกังลุกขึ้นมาปลุกผืนป่าตั้งแต่เช้าตรู่ เราพยายามฟังเสียงเพื่อคลำหาทิศทาง ตอนแรกคิดว่าอยู่ทางทิศตะวันออกใกล้ๆ กับเขาเต๊ะ แต่แล้วก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทางนั้น ไม่ใช่ทางนี้ ฟังเสียงเพี้ยนๆไม่เข้าที ไม่ต่างกับจิตใจที่กำลังเตลิดไปกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชุ่มน้ำผืนนี้
   ใช่แต่เสียงลิงกังเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในป่าพรุคันธุลีแห่งนี้ เสียงที่ดังยิ่งไปกว่าคือเสียงเขียดว้ากซึ่งสามารถร้องได้ทั้งวัน แต่พออยากจะจับภาพงามๆไว้สักภาพ ได้แต่รู้สึกว่ากำลังเดินไปใกล้เสียงเอาเข้าจริงกลับไม่ได้ภาพสักที เพราะสัญชาตญาณของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชนิดนี้มีสูงนัก
   นายนิพนธ์ ศรีสว่าง ประธานองค์การบริหารส่วสนตำบลคันธุลี บอกว่า การเดินทางเข้ามาสัมผัสธรรมชาติในพื้นที่ป่าพรุคันธุลีจะต้องใช้เวลาหลายๆวัน จึงจะมีโอกาสได้เห็นโน่นเห็นนี่ เพราะทั้งสัตว์และพืชทุกชนิด ไม่ได้เดินออกมาอวดโฉมให้เราได้ชื่นชมเหมือนนิทรรศการ นี่คือธรรมชาติคือวงจรชีวิตที่โอบเอื้อเกื้อกูลต่อกัน
   หากพูดถึงป่าพรุ...หลายคนนึกถึงภาพแห่งการถูกทำลายของพรุโต๊ะแดง จังหวัดนารธิวาน เป็นภาพแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่มองเห็นความสำคัญของป่าพรุย่อมจะบอกว่า “พรุคือชีวิต” เฉกเช่นคนป่าแถบภาคเหนือที่บอกว่า “ป่าคือชีวิต” แต่อีกหลายคนที่วงจรชีวิตไม่ได้เกี่ยวร้อยโยงใยกับสายโซ่ของป่าพรุ ก็ย่อมจะมองว่าพรุเป็นป่าที่ไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนส่วนรวมมากนัก ต้นไม้ก็ไม่ได้ใหญ่โต ไม่ได้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารเช่นพื้นที่ป่าบนเทือกเขา ซ้ำยังถูกบุกรุกทำลายเพื่อจับจองเป็นที่ทำกินของชาวบ้านที่อาศัยรอบผืนป่านี้อีกด้วย
   แต่พรุคือระบบนิเวศประเภทพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ที่สำคัญอีกระบบหนึ่งของพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนอย่างประเทศไทย นิเวศป่าพรุ (Peat Swamp Forest) เป็นสังคมพืชที่ไม่ผลัดใบเพราะ Peat ซึ่งหมายถึงดินที่มีอินทรีย์สารที่เกิดจากการทับถมของซากพืชนานๆ หนากว่า 50 เซนติเมตร เป็นองค์ประกอบหลักที่คอยอุ้มน้ำความชื้นเอาไว้
   นิเวศป่าพรุประกอบไปด้วยสังคมพืชและสัตว์ที่สามารถปรับตัว เพื่อยังชีพอยู่ได้ในสภาพป่าธรรมชาติ ที่มีน้ำท่วมขังในระยะหนึ่งของปี และมีน้ำหล่อเลี้ยงบริเวณรากตอนล่างเกือบตลอดปี ทุกชีวิตจะมีการปรับตัวทั้งด้านสัณฐาน สรีระ และพฤติกรรม ให้สัมพันธ์กับชนิดพืชและสัตว์ที่มาจากป่าดิบชื้นใกล้เคียง
   ป่าพรุเป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมและอนินทรีย์สาน อันเกิดจากการสะสมเอาไว้ในพื้นที่ป่าลุ่ม มีลักษณะแตกต่างอย่างเด่นชัดจากป่าอื่นๆ เพราะมีแหล่งกำเนิดในบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตน้ำจืดกับเขตน้ำกร่อย หากพบป่าพรุ ในพื้นที่ใดย่อมแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นั้นมีบ่อเพื่อซับน้ำจืดก่อนไหลลงสู่ทะเล เป็นตัวช่วยกรองแร่ธาตุและสารอาหารที่ถูกชะล้างมา
   ที่จริงคำว่า “พรุ” เป็นคำเรียกชื่อบริเวณที่เป็นลุ่มน้ำขัง หรือป่าบึง (Swamp Forest) ของคนปักษ์ใต้ เป็นป่ามีซากพืชทับถมเป็นเวลานาน เวลาเดินเข้าเหยียบย่ำจะเกิดการยุบตัว ป่าพรุส่วนมากเกิดในพื้นที่ราบลุ่มห่างจากฝั่งทะเลเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ก็มีบางแห่งที่เกิดบนภูเขาสูงห่างชายฝั่งทะเล เช่นที่อ่างกา บนยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ พรุบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งเกิดจากการทับถมของมอส และพรุบนเทือกเขาบูโด จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
   การเกิดพรุต้องใช้เวลาเนิ่นนานนับพันปี เพื่อสร้างองค์ประกอบต่างๆ ให้พื้นล่างของพรุมีสภาพเป็นดินกรดกับดินตะกอนทะเล มีสารจำพวกซัลเฟอร์สูง หากมีน้ำท่วมขังจะอยู่ในสภาพคงตัว แต่เมื่อน้ำแห้งดินข้างบนจะยุบตัวลง ดินตะกอนทะเลข้างล่างจะขึ้นมาทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (Oxidation) และเกิดเป็นสารประกอบเหล็กซัลเฟตกับกรดกำมะถัน ทำให้ดินกับน้ำมีสาภพความเป็นกรดสูง
   พรุคันธุลีเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ระหว่างเขตรอยต่อของพื้นที่น้ำจืดกับพื้นที่น้ำกร่อยในเขตตตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเขตติดต่อกับพื้นที่บ้านดวด อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ห่างจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของภาคใต้ 3 กิโลเมตร เป็นป่าพรุขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพียง 875 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าสมบูรณ์และพื้นที่ป่ากำลังฟื้นสภาพ
   สภาพป่าแฟ่งนี้เป็นแอ่งกระทะลาดเอียงในแนวเหนือ-ใต้ ทอดตัวยาวจากทิศตะวันตก ริมทางหลวงสายเอเชียไปทางทิศตะวันออกประมาณ 3 กิโลเมตร ทิศเหนือจะเป็นทุ่งหญ้าป่าละเมาะ มีน้ำขังสลับกับนาข้าวขนาดเล็ก ริมชายพรุด้านนี้มีภูเขาชวาลา ซึ่งเป็นเขาหินปูน พร้อมลำห้วยสายเล็กๆ เป็นแนวระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย ส่วนทิศใต้ล้อมรอบด้วยสวนผลไม้และสวนยางพารา ลาดเนินไปนิดเป็นภูเขาเต๊ะทำให้น้ำไหลจากแนวเชิงเขามารวมในพื้นที่ป่าพรุทั้งหมด
   ด้วยอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย ได้พัดเอาความชื้นและไอน้ำสู่พิ้นที่ชายฝั่ง ทำให้ฝนตกชุกนานถึง 8 เดือน ประกอบกับพรุคันธุลีมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ จึงสามารถอุ้มน้ำได้จำนวนมาก เป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากในฤดูฝนโดยวิธีธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
   รอบๆแอ่งกระทะของพรุคันธุลี ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำได้ถึง 5,000 ไร่ สามารถรองรับน้ำฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ 1957.6 มิลลิเมตร พืชพันธุ์ในพรุคันธุลีมีระบบรากที่แผ่กว้างเพื่อเสริมการทรงตัวของลำต้นที่เรียกว่า รากค้ำยัน หรือรากช่วยหายใจ ซึ่งโผล่พ้นระดับผิวดินและผิวน้ำ พรุคันธุลีมีพืชพันธุ์ราว 36 ชนิด ก่อนหน้าที่จะมีชุมชนรอบพรุคันธุลี พรุแห่งนี้ยังมีระบบนิเวศที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกัน ระหว่างป่าพรุกับป่าดิบราบลุ่มต่ำมีไม้เรือนยอดชั้นบนขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะไม่ตะเคียน ยาง หลุมพอ พะยอม ส้มกวาง ฯลฯ ปัจจุบันมีเพียงพืชที่โตจากพันธุ์ไม้เดิมมีอยู่ประมาณ 40 ปี เช่น ต้นส้าน ต้นหว้า เท่านั้น ขณะที่พืชเรือนยอดชั้นกลางจะอยู่ในกลุ่มพืชวงศ์ปาล์มและพืชเลื้อยเกาะอาศัย อาทิ เตย หมาก หวาย เป็นต้น ส่วนพืชเรือนยอดชั้นล่าง มีลักษณะใบใหญ่หนา เช่น ต้นหลุมพี (คล้ายระกำ มีลูกเป็นทลาย) ซึ่งรวมทั้งกกและจูด การกระจายพันธุ์ของพืขชั้นนี้ถูกกำหนดด้วยปริมาณแสงที่ลอดผ่านเท่านั้น
   แม้พรุคันธุลีจะมีขนาดเล็ก แต่ด้วยความหลากหลายทงชีวภาพ การที่น้ำมีสภาพเป็นกรดมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และสารอาหารสูง ปลาและสัตว์น้ำได้กลายเป็นโปรตีนชั้นยอดของชาวบ้านที่อาศัยรอบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาดุกลำพัน และซิวแถบเหลือง
   จากการสำรวจพันธุ์ปลาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยพบปลาอย่างน้อย 29 ชนิด 17 วงศ์ จาก 6 จุดสำรวจ เช่น บริเวณริมถนนเส้นบ้านแหลมดิน พบอย่างน้อย 10 ชนิด แถบนี้จะเป็นพรุเสม็ดผสมกับทุ่งนา มีสวนยางพารารอบข้าง มีลำคลองส่งน้ำลอดใต้ถนนซึ่งเป็นทางน้ำไหลออกที่สำคัญ สภาพน้ำจะเป็นสีชาเข้มซึ่งไหลมาจากป่าพรุ ที่มีการทับถมของชั้นอินทรีย์สาน ริมลำคลองน้ำตื้นพบพืชน้ำจำพวก “เบือ” และสาหร่ายหางกระรอกแดง
   บริเวณเชิงเขาชวาลา พบปลา 15 ชนิดพร้อมหอยโข่ง สภาพเป็นป่าดิบราบผสมกับป่าเขาหินปูนที่มีเรือนยอดทึบจนแดดส่องไม่ถึงดิน บริเวณพรุเสม็ด พบปลา 12 ชนิด เป็นที่ราบชายป่าพรุมีสังคมพืชป่าเสม็ด จูดและหญ้า เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังลึกประมาณ 50 เซนติเมตรถึง 1 เมตร มีลำรางส่งน้ำเข้าสู่สวนยางและพื้นที่การเกษตร และบิเวณคลองคันธุลีพบปลาอย่างน้อย 20 ชนิด มีกุ้งก้ามกรามและหอยโข่งปะปน เป็นฝายน้ำล้นที่มีสภาพเป็นแอ่งน้ำ หลังฝายมีสาหร่ายหางกระรอกและพุงชะโดขึ้นหนาแน่น
   จากการสำรวจนกนานาชนิดในป่าพรุแห่งนี้ ยังพบนกประเภทต่างๆมากถึง 50 ชนิด ใสจำนวนนี้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองถึง 34 ชนิด เช่น ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ป่า นกกวัก นกอีลุ้ม นกกระเต็น นกประเภทนกกินปลี นกปรอด นกกางเขนบ้าน ฯลฯ ส่วนที่ไม่ได้จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น นกกระปูดใหญ่ นกขมิ้นน้อย นกกระจิบ ฯลฯ
   ส่วนสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น แต่ก่อนสามารถพบได้ทั้งเสือ เก้ง กวาง หมูป่า แต่ในปัจจุบันมีการสำรวจพบเพียง 16 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 10 ชนิด เช่น บ่างแท้ หรือพุงจุง ลิงกัง ลิงเสม หมีหมาหรือหมีคน ค่างแว่นถิ่นใต้ พังพอนเล็ก กระจงเล็ก นกเล็บสั้น ฯลฯ รวมทั้งสัตว์ที่ไม่ได้คุ้มครอง อาทิ ชะมดเช็ด หมูป่า พญากระรอกสีครีม กระแตใต้ อีเห็นลายจุด และกระรอกปลายดำ
   พรุคันธุลียังมีสัตว์สะเทินน้ำสะเนบกจำพวกกบ อึ่งอ่าง 7 ชนิด มีสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งเต่า กิ้งก่าหลากชนิด ตะพาบน้ำ หรืองูชนิดต่างๆ อีก 25 ชนิดด้วยกัน
   ความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ของพรุคันธุลี หาได้ดำรงอยู่ยั่งยืนเสียทีเดียวไม่ บาดแผลของป่าเริ่มมาตั้งแต่สัมปทานทำไม้หมอนและไม้ฟืนรถไฟแห่งประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2470 - 2495 การเริ่มต้นตั้งชุมชนรอบป่าพรุที่ทำให้เกิดการจับจองและการผลิตพืชพันธุ์ต่างๆ มีการพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อรองรับระบบตลาดเสรี จนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านจึงหันมาขุดบ่อน้ำรอบๆชายขอบพรุ ทำให้เกิดการดูดน้ำป่าพรุมาใช้ในการเกษตร
   ปี พ.ศ. 2525 เกิดไฟไหม้พรุคันธุลี สร้างความเสียหายกว่า 50% แต่หาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร อีก 2 ปีต่อมาได้เกิดไฟไหม้อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากการสร้างคลองส่งน้ำเพื่อชลประทานผ่านชายขอบป่าพรุทางด้านตะวันออกเมื่อปี พ.ศ. 2531 ทำให้น้ำในป่าพรุไหลซึมลงคลองส่งน้ำ จนป่าพรุแห้งและง่ายต่อการติดไฟ
   ปี พ.ศ. 2533 ชาวบ้านซึ่งเขาตั้งถิ่นฐานในระยะแรกได้รวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์พรุคันธุลี ยับยั้งการเข้ามากว้านซื้อที่ดินของนายทุนและร่วมกันขุมคูน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทาน ซึ่งรับน้ำจากคลองคันธุลีเข้าสู่พื้นที่ซึมออกไปสู่บ่อที่มีการสูบน้ำเพื่อการเกษตร
   ปัจจุบัน พรุคันธุลียังคงมีพื้นที่ป่าพรุสมบูรณ์เหลืออยู่ประมาณ 350 ไร่ และพื้นที่ป่าฟื้นฟูอีกกว่า 400 ไร่ ซึ่งกำลังเป็นเป้าสายตาของกลุ่มผลประโยชน์ ชาวบ้านได้ใช้ป่าผืนนี้สำหรับทำมาหากินมานานเกือบ 100 ปีแล้ว และตั้งข้อสงสัยว่าความอุดสสมบูรณ์ของป่าช่มน้ำผืนนี้ ไฉนจึงไม่มีการดำเนินการเร่งปักพื้นที่อนุรักษ์ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการบุกรุก
   พรุคันธุลีวันนี้ หากไม่มีกลุ่มชาวบ้านมองเห็นการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนแล้ว ป่าผืนนี้คงจะเหลือแค่ตำนานของพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมเท่านั้น


1,740