1,211

คนกวาดใบไม้บนสันดอย รักษาป่าต้นน้ำ

คนกวาดใบไม้บนสันดอย รักษาป่าต้นน้ำ

   ใบไม้ร่วงลงทุกปีในช่วงฤดูแล้ง เศษใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ต้นไม้ ทำหน้าที่เช่นนี้อยู่ชั่วนาตาปี เช่นเดียวกับคนสองลุ่มน้ำที่มาพร้อมกันบนสันดอยกิ่วทรายเหลืองกำลังทำหน้าที่ดุจบไม้แห้งที่ร่วงลงอย่างมีความหมาย
   สันดอยกิ่วทรายเหลือง คือแนวเขตอันเป็นที่รู้กันระหว่างชุมชนทั้งลุ่มน้ำวาง และลุ่มน้ำขานว่าเป็นเส้นแบ่งเขตพื้นที่ความรับผิดชอบในการดูแลรักษาป่า ผืนป่ากว้างใหญ่ ลำพังเพียงชุมชนใดชุมชนหนึ่งคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง ชุมชนจึงเริ่มมีการทำแนวขอบเขตป่าของแต่ละชุมชนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เริ่มแรกทำระหว่างชุมชนแล้วเริ่มขยับเป็นลุ่มน้ำ ด้วยความคิดว่าการดูแลรักษาป่าต้นน้ำเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่งหรือใครคนหนึ่ง
   เหม่โต ฟื้นฟูต้นน้ำ
   วันนี้บนสันดอยจังมีทั้งเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย และคนเฒ่าของชุมชนทั้งสองลุ่มน้ำมาร่วมกันทำ “เหมโต” แนวกันไฟอย่างคับคั่ง แนวกันไฟคือแนวขอบเขตรอบพื้นที่ป่าชุมชนนั่นเอง แต่ละครัวเรือนต้องส่งตัวแทนมาหนึ่งคนเพื่อมาช่วยทำแนวกันไฟ ไม่ต่างไปจากงานอื่นๆ ในชุใชนที่ต้องการแรงงานคนจำนวนมาก แต่ละคนเตรียมทำไม้กวาดสำหรับกวาดใบไม้หลากหลายแบบมาจากบ้าน ทำขึ้นอย่างง่ายๆจากไม้ไผ่ และเศษไม้แห้งที่หาได้ใกล้ๆบ้าน
   “หากเราไม่ทำแนวกันไฟรอบพื้นที่ป่าที่ดูแลรักษา ตอนนี้พื้นที่ป่าคงไม่เหลือเพราะป่าถูกทำลายมามากพอแล้ว” จอนิ โอโดเชา ชาวบ้านจากกลุ่มน้ำวางได้พูดถึงจุดเริ่มต้นการทำแนวกันไฟบนสันดอย แต่เดิมชาวบ้านทำแนวกันไฟใกล้ๆบ้านเพื่อป้องกันมิให้ไฟเข้าบ้าน และรอบพื้นที่ทำไร่ แต่เมื่อสังคมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป มีการนำทรัพยากรไปใช้มากขึ้น ผืนป่าก็เริ่มร่อยหรอลงไป การช่วยกันป้องกันมิให้ไฟป่าลุกลามจึงมีความจำเป็นเพื่อมิให้ผืนป่าถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
   “ลูกไม้เล็กๆไม้รุ่นที่กำลังโต ถ้าโดนไฟป่าซ้ำๆซากๆมันก็ไม่มีโอกาสเติบโต ไก้ป่า สัตว์ป่าเล็กๆ เมื่อไฟป่าเข้ามามันหนีไม่ได้ จะตายอย่างทรมาน” พ่อหลวงขจรศักดิ์ ฉันทานุกูล พูดถึงภัยอันตรายของไฟป่า
   แต่ชุมชนก็เรียนรู้ด้วยว่า “ไฟ” มิใช่จะเป็นอันตรายต่อป่าไปเสียทั้งหมด ผืนป่าเต็งรัง เบญจพรรณยังจำเป็นต้องมีไฟเข้าบ้าง เพื่อกระตุ้นการงอกของเมล็ดพันธุ์บางชนิด เช่น หน่อเห็ด และผักหวานป่า เป็นต้น เมื่อไหร่ที่จะดับไฟ เมื่อไหร่ที่ปล่อยให้ไฟเข้าขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ป่าประเภทไหน บางพื้นที่จำเป็นต้องกันมิให้ไฟเข้า อย่างเช่น ป่าดิบชื้น ถ้าหากมีไฟเข้า หมายถึงความสูยเสียอย่างมหาศาล พื้นที่บริเวณนี้ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งจะมีการเผาเศษใบไม้ช่วยกำจัดเชื้อเพลิง
   พื้นที่ที่ต้องกันไฟอย่างดี คือพื้นที่ป่าที่กำลังฟื้นตัว ในอดีตเขตลุ่มน้ำวาง ลุ่มน้ำขาน มีทั้งไม้มีค่าไม่ว่าจะเป็นไม้สัก แดง เหียง พลวง ก่อ เกี๊ยะ และแร่ธาตุ การสัมปทานไม้ การปลูกฝิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการเปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุนเข้ามาทำเหมืองแต่อย่างเสรี ไม่เฉพาะแต่จะทำให้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกทำลายไป แต่ยังได้สั่นคลอนความเชื่อของชุมชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนปกากะญอ การทำลายขุนห้วยที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของผี ทำลายชีวิตสัตว์ป่าที่ปกากะญอไม่เคยฆ่า เช่น วัวกระทิง ชะนี ลำห้วยแห้งเหือด วิถีชีวิตของชุมชนก็ถูกรุกรานไปด้วย
   การทำแนวกันไฟเพื่อให้ผืนป่าคงสภาพ และฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง จนถึงวันนี้ความยาวของแนวกันไฟทั้งสองลุ่มน้ำนับรวมกันมีความยาวถึง 300 กิโลเมตร
   แนวกันไฟ 300 กิโลเมตร
   แม้ว่าการทำแนวกันไฟจะช่วยทำให้ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น แต่แนวกันไฟก็มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ “การป้องกันไฟ” ในความคิดของชุมชนแนวกันไฟยังทำหน้าที่มากกว่านี้
   “เฮาได้มาเจอกันพูดคุยกัน พวกเด็กๆ หนุ่มสาวมากับผู้ใหญ่ มาช่วยกันทำแนวกันไฟ เด็กๆโตขึ้นก็รู้ว่าผืนป่าตรงนี้เขาต้องดูแลรักษา” พะตีมูเสาะ เสนาะพรไพร ชาวบ้านแม่ขะปูพูดถึงคุณประโยชน์ของแนวกันไฟที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง แต่ด้วยความละเอียดอ่อนลึกซึ้งของผู้นำชุมชน ทำให้การคิดค้นกิจกรรมภายใต้สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้น มีความแยบยลยิ่งเด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากคนรุ่นพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว กระบวนการสร้างจิตสำนึกในชุมชนผ่านวิถีชีวิต ข้อตกลงใหม่ภายใต้สถานการณ์ใหม่
   “ถ้าใครไม่มา ต้องเสียค่าปรับ หรือเสียหมู 1 ตัว” กฎระเบียบของชุมชนถูกกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการดูแลรักษาป่า
   การขยายแนวกันไฟ 300 กิโลเมตรในลุ่มน้ำวาง และลุ่มน้ำขาน จึงมิใช่เป็นเพียงการขยายแนวป้องกันไฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการขยายแนวความคิด กระบวนการสร้างจิตสำนึกของชุมชนกันเองภายใต้ระบบ ระเบียบ บทลงโทษ ที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด
   ปี พ.ศ. 2528 ชุมชนปกากะญอบ้านแม่ขะปู ในเขตอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนหนึ่งในลุ่มน้ำขานได้เริ่มต้นทำแนวกันไฟตั้งแต่บริเวณดอยม่อนยะ จากระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร ขยายเป็น 6 กิโลเมตร ในปีที่ 2-3 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงปัจจุบันมีความยาวถึง 40 กิโลเมตร สามารถฟื้นฟูป่าจากไร่ฝิ่นเดิมที่ชาวม้งเข้ามาทำเมื่อ 40 กว่าปีก่อน จนปัจจุบันเมื่อผืนป่าเริ่มมีความหนาแน่นมากขึ้น จากงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน โดยความร่วมมือขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พบว่าป่าชุมชนบ้านแม่ขะปู เริ่มมีไม้หลากหลายชนิดขึ้นมา เช่น ก่อเดือย ก่อดำ ต้นไทร และต้นเสี้ยว เป็นต้น และยังพบสัตว์ป่าหลายชนิดที่เคยสูญหายไปกลับคืนมา เช่ช ชะนี นกเงือก และพบสัตว์ป่าอีกลากลายชนิดอีกด้วย เสือ เก้ง หมูป่า แมวดาว ชะมด หมี นิ่ม หลึ่งหมู หลึ่งหมา ลิงลม กระรอก กระแต บ่าง และนกชนิดต่างๆถึง 131 ชนิด
   ในขณะที่แถบลุ่มน้ำวางก็เผชิญกับปัญหาไม่แตกต่างไปจากลุ่มน้ำขาน ชาวบ้านเฝ้ามองการจัดการป่าของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ทรัพยากรก็ร่อยหรอลงไป จนเกิดความแน่ใจว่าหากปล่อยให้รัฐเป็นผู้จัดการดูแล ป่าคงไม่เหลือ ผู้นำชุมชนบ้านหนองเต่าจึงได้มีการพูดคุยปรึกษาหารือกันและริเริ่มการดูแลจัดการป่าโดยชุมชน ประมาณปี พ.ศ. 2528 มีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนมาประยุกต์ใช้ และตั้งกฎระเบียบใหม่สำหรับการดูแลรักษาป่าอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจกัน และปฏิบัติได้จริงในชีวิต
   ประมาณปี พ.ศ. 2536 ได้เกิดภาวะแห้งแล้ง จนทำให้ชมุชนหลายชุมชนเกิดความตื่นตัวเข้าร่วมเป็น “เครือข่ายลุ่มน้ำวาง” และ “เครือข่ายลุ่มน้ำขาน” มีการขยายสมาชิกเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ. 2537 “ไผ่เล่มเดียวไม่เป็นแพ ข้าวเมล็ดเดียวไม่เป็นเหล้า” จอนิโอโดเชากล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านมีการรวมตัวกันเช่นนี้
   เครือข่ายลุ่มน้ำวางและลุ่มน้ำขาน มีการประชุมของแต่ละเครือข่ายเป็นประจำทุกเดือน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาความรู้ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อตกลงร่วม จนถึงการทำแนวขแบเขตพื้นที่ป่าที่ชัดเจนของแต่ละชุมชน แนวกันไฟได้ขยายต่อเนื่งจากชุมชนหนึ่งไปสู่ชุมชนหนึ่งนับรวมกันภายในลุ่มน้ำวางตอนบน มีเครือข่ายป่าชุมชนถึง 38 หย่อมบ้าน ในขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำขานมีเครือข่ายจำนวนทั้งสิ้น 29 หย่อมบ้าน แนวกันไฟ 300 กิโลเมตรนี้ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำเป็นจำนวนถึงกว่า 100,000 ไร่ อันเป็นแหล่งกำเนิดลำห้วยสายเล็กสายน้อยไม่ต่ำกว่า 100 สายที่ไหลลงน้ำวาง และลำน้ำขานก่อนที่จะไหลลงสู่ลำน้ำปิง
   ความรู้อยู่ที่ชุมชน
   “เวลาเราขึ้นดอยไปดับไฟป่า หน่วยพิทักษ์ป่าเอาโบโด (ที่ฉีดพ่นยา) และไม้ตบ (ไม้กระดานแผ่น) มาให้ชาวบ้านใช้ พวกเราใช้ไม่ได้เพราะโบโดมันใหญ่มาก เราขึ้นดอยลำบากอยู่แล้ว ยิ่งแบกโบโดยิ่งไปกันใหญ่ ส่วนไม้ตบก็ใช้ไม่ได้ผลเพราะทำให้ไฟมันกระเด็นและลุกมากขึ้น ใช้ไม่ไผ่แล้วลิดใบออกแล้วทำแนวกันไฟดักหน้าได้ผลกว่ามาก” สุริยา ศรีประเสริฐ เด็กหนุ่มจากอำเภอจอมทองได้สะท้อนถึงวิธีการดับไฟป่าที่แตกต่างกันระหว่างรัฐกับชุมชน ในเวทีสรุปบทเรียนการจัดการไฟป่าเมื่อราวเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
   นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆที่สะท้อนถึงความรู้ วิธีการของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ ยังไม่นับรวมถึงในระดับนโยบายที่ยังคงมีปัญหากับชุมชนอยู่ในปัจจุบัน การประกาศเขตอนุรักษ์เมื่อต้องการอนุรักษ์ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถอนุรักษ์ได้จริง เช่น การปลูกป่าสนในเขตลุ่มน้ำวางตอนบน เมื่อไฟป่าเข้าก็ไหม้หมด และหลายครั้งที่การปลูกป่าได้มีการปล่อยทิ้งขว้างไม่มีการดูแล เป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้เสียมากกว่า ชาวบ้านในเขคลุ่มน้ำวางจึงพร้อมใจเรียกว่า “หน่วยปลูกไม้ทำลายป่า”
   “ป่าสนเวลาไฟไหม้มันจะไหม้รุนแรงมากเพราะใบสนเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ถ้าเป็นป่าสนชางบ้านจะต้องมีการเผ่าก่อนในช่วงฤดูฝน เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งไฟป่าเข้าป่าก็ไม่อันตราย” พะตีมูเสาะ เสนาะพระไพรพูดถึงวิธีกาจัดการไฟของชาวบ้านที่ผ่านการทดลองผิดลองถูกมานาน ในสายตานักวิชาการอาจเห็นเป็นเรื่องตลกที่ชาวบ้านเผาใบสนในหน้าฝน แต่ตามประสบการณ์ความรู้ของชาวบ้านถ้าเผาในฤดูแล้งจะควบคุมไฟยาก อากาศยิ่งร้อนไฟยิ่งลุกลามรวดเร็ว
   “ความรู้อยู่ที่ชุมชนจะให้ชุมชนป้องกันไฟป่านั้นไม่ยาก แต่การจัดการป่านั้นเป็นภาระหน้าที่ของรัฐ ถ้าไม่มีไฟไหม้เห็ดเผาะจะไม่มีกิน บริเวณไหนชุมชนจะจัดการ จะป้องกัน รัฐน่าจะสนับสนุนในแง่นี้มากกว่า” สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนได้พูดถึงศักยภาพของชุมชนในขณะที่รัฐเองก็ไม่มีกำลัง และหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐยังเป็นผู้ทำลายป่าเสียเองดังเช่น กรณีป่าสาละวินที่เป็นข่าวใหญ่ในเวลานี้
   การนัดพบของชุมชนทั้งสองลุ่มน้ำบนสันดอยกิ่วทรายเหลอง ต้นฤดูแล้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านถือเป็นจุดนัดพบครั้งแรกของชุมชนทั้งสองลุ่มน้ำ หลังจากนี้ก็จะทยอยทำแนวกันไฟไฟจนสิ้นสุด 300 กิโลเมตร เสียงใบไม้แกรกกรากผสานเสียงลงวู่หวิวและเสียงหัวเราะของผู้คน วิถีของใบไม้นั้นเรียบง่ายงดงาม ใครจะรู้บ้างว่าใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นเพื่อต้นไม้ใหญ่ได้เติบโต และใครจะรู้บ้างว่าคนกวาดใบไม้บนสันดอยทำงานเหนื่อยยากเพียงไร เพื่อรักษาต้นน้ให้ผู้คน และจพมีคนสักกี่คนที่เชื่อว่าศักยภาพของชุมชนไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันใดๆเลย
   “ผมมาดูว่าอะไรที่ชาวบ้านทำได้ เราไม่ต้องทำ อะไรที่ชาวบ้านคิดได้ เราไม่ต้องช่วยคิด ผมอยากช่วยและเอื้อให้ชาวบ้านได้ทำมากกว่า” เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อดีตเจ้าหน้าที่ในส่วนป่าชุมชนกรมป่าไม้ ได้กล่าวความในใจหลังจากที่เขาได้เห็นพลังของชาวบ้านสองลุ่มน้ำมาช่วยกันทำแนวักนไฟกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางราชการก็ตาม ชาวบ้านต้องหาเงินกองทุนเป็นสวัสดิการกันเอง ยามประสบภัยจากไฟป่า และอาหารกลางวันยามเดินสำรวจป่า หลายหมู่บ้านมีเงินกองกลางหมู่บ้านเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งสำหรับการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ด้วยความสำนึกว่าถ้าป่าถูกทำลาย ชุมชนก็อยู่ไม่ได้
   อีกไม่นานอากาศยิ่งแห้งมากขึ้น น้ำในลำห้วยเริ่มลดน้อยลง เป็นสัญญาณว่าชุมชนจะต้องเผชิญกับไฟป่าอีกครั้งเมื่อฤดูแล้งมาเยือน ต้องทำงานหนักแม้ในยามค่ำคืน และอาจประสบอุยัติเหตุได้ทุกเวลา


1,211