978

สี สานาผา หญิงนักสู้แห่งป่าดงกระแสน จังหวัด นครพนม

ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10  ประจำปี 2551

ประเภท : บุคคล

สี สานาผา หญิงนักสู้แห่งป่าดงกระแสน จังหวัด นครพนม

โดย จุมพล ช่างอินทร์ คณะทำงานภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

   ยายสี สานาผา อายุ 97 ปี ชาวบ้านนาดอกไม้ ที่เริ่มต้นงานอนุรักษ์ตั้งแต่ปี 2535 เมื่อมีนายทุนเข้ามาเกลี้ยกล่อม ให้ชาวบ้านขายที่ทำกินรอบป่าดงกระแสน เพื่อจะขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ชาวบ้านหลายคนยอม ยกเว้น...ยายสี ที่คัดค้าน นำเรื่องเสนอต่อภาครัฐ จนปัญหาได้รับการแก้ไข และทำให้หมู่บ้านรอบป่าดงกระแสนมีป่าชุมชน 1,924 ไร่ ไว้พึ่งพิงจนทุกวันนี้

   "ไทญ้อ" เป็นชนเผ่าหรือ วัฒนธรรมของราษฎรดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งของจังหวัดนครพนม นิยมตั้งถิ่นฐานหรือที่ทำกินอยู่ริมลำน้ำหรือแม่น้ำ มีวิถีชีวิตผูกพันกับน้ำและป่าไม้นับแต่อดีตจนปัจจุบัน

   บ้านนาดอกไม้ หมู่ที่ 12 ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีประวัติการก่อตั้งเป็นชุมชนมากว่า 200 ปี เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ชาวบ้านเป็นชาวไทญ้อ เดิมบ้านนาดอกไม้มี่ชื่อว่า"บ้านหินกอง" ต่อมาได้เกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ผู้คนจึงได้อพยพทิ้งถิ่นฐานคงเหลือเพียง 6 ครอบครัว หนึ่งในนั้นคือ ครอบครัวของนายปี้ ศรีจันทร์ และได้มีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านอีกหลายครั้ง เป็น "บ้านหนองผือ" "บ้านหนองไข่นก" "บ้านนาฟ้าผ่า" และในที่สุดเป็น "บ้านนาดอกไม้" ในปี 2513

   วันอาทิตย์ แรม 5 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเส็ง เวลาเพลของปี 2454 นางวันที ศรีจันทร์ ภรรยาของนายปี้ ศรีจันทร์ ได้ให้กำเนิดบุตรีชื่อ "สี ศรีจันทร์" หรือในปัจจุบันคือ "ยายสี สานาผา" ซึ่งมีอายุ 97 ปี ในปี 2551

   ยายสี เข้าเรียนหนังสือขณะอายุได้ 13 ปี ที่โรงเรียนบ้านท่าจำปา ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จนจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และได้แต่งงานกับนายเชียง สานาผา เมื่ออายุได้ 19 ปี มีบุตรด้วยกัน 14 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 7 คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ 7 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 4 คน ในปี พ.ศ. 2551 ยายสีมีลูก หลาน และเหลน รวม 33 คน

   ด้วยฐานะยากจน ทำนาเลี้ยงลูก 14 คน ไม่พอกิน ยายสีได้อาศัยป่าดงกระแสน ผืนป่าที่เกิดพร้อมกับชุมชนเป็นแหล่งอาหาร แหล่งยา เลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ เมล็ดก่อ กลอย เห็ด แมลง (ในอดีตรวมถึงสัตว์ป่าด้วย) หน่อไม้ และพืชผักต่างๆ ที่ได้จากป่าดงกระแสนจึงเป็นสิ่งค้ำจุนครอบครัว ทั้งเป็นอาหารและขายเป็นรายได้เสริม ยายสีมักจะบอกให้ลูกหลานคิดเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอว่า...ลูกๆ ทั้ง 14 คน เติบโตมาได้เพราะป่าดงกระแสน เพราะเจ้าปู่ดงกระแสนเพิ่นเลี้ยงมา…

  "เฮาจะเข้าไปหาอยู่หากินก็อย่าลืมกราบไหว้หรือบา (บนบาน) เจ้าปู่เพิ่นก่อน เพื่อเพิ่นจะได้ปกปักฮักษาและมอบแนวอยู่แนวกินให้แก่พวกเฮา"

ความรักและหวงแหนป่าดงกระแสน ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของยายสีตลอดมา

จุดเริ่มต้นของนักสู้

   ในวัย 97 ปี ยายสียังมีความจำดี ปีพ.ศ.แม่นยำ และมีเรื่องเล่า "วีรกรรม" เมื่อครั้งก่อน ย้อนไปกว่า 40 ปีที่แล้ว

   "สมัยปี 2509 พวกป่าไม้มาพากันตัดไม้ในป่าดงกระแสน มันบอกว่าหลวงให้สัมปทานมาแล้ว ยายไม่ยอมให้พวกมันตัดหรอก ยายจะคอยเฝ้าเอามีดไล่ฟันมัน...ไม่ให้มันตัด

   ยิ่งในช่วงปี 2512-2520 น่ะ พวกป่าไม้มันมาตั้งโรงงานแปรรูปไม้อยู่บ้านคำพอก (หมายถึงหมู่บ้านอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร) ตั้งเตาเผาถ่านด้วย (น่าจะเป็นการทำแบบผิดกฎหมาย-ผู้เขียน) มันจะมาเอาไม้จากดงกระแสน ยายไม่ยอมให้มันตัด ยายคอยเอามีดไล่ฟันมัน สมัยนั้นมีแต่พวกป่าไม้เลวๆ มีคนมันมาขู่จะฆ่ายาย วันไหนไปขายของในนคร (นครพนม) กลับมืดค่ำ ลูกหลานจะต้องออกไปคอยรับที่ปากทางตรงบ้านท่าจำปานู้น เพิ่นกลัวยายโดนฆ่า มันเคยขู่ยาย...ผู้ชายตั้ง 3 คน"

ยายหยุดเล่า เลื่อนจานใส่ของกินมาให้ตรงหน้า

   "กินสิลูก นี่เป็นกลอยจากป่าดงกระแสนเฮา นึ่งคลุกหมากพร้าวขูด อร่อย...กินให้หมด" ของกินอร่อยสมกับที่ยายคะยั้นคะยอ แต่คนกินรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลงยังไงพิกล (เพราะผู้เขียนก็เป็น "ป่าไม้")

   ช่วงปี 2515-2516 กระแสปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวพวกอ้อย แพร่กระจาย เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกอ้อยไปทั่วประเทศ ป่าดงกระแสนก็ไม่ได้รับการยกเว้น

   "เห็นคนเขาจองที่กันหลาย ยายก็เลยจองมั่ง ยายจองไว้ 2,000 ไร่ จองไว้เฉยๆ บ่ให้ใครบุก บ่ให้ใครถาง ก็ดงกระแสนเฮานั่นแหละ บ่ให้ใครเฮ็ดหยัง" ยายสี เล่าไปยิ้มไปอย่างภาคภูมิใจ

   "ปี 2520 ยายแก่แล้วดูแลไม่ไหว เลยแบ่งให้บ้านท่าจำปาดูแลครึ่งนึงประมาณ 1,000 ไร่ แต่เดี๋ยวนี้เป็นยางพาราหมดแล้ว เหลือแต่ป่าดงกระแสนที่เห็นแหละลูกเอ๊ย" ยายสี เล่าด้วยสีหน้าหดหู่

   ปี 2535 2536 มีนายทุนจากภาคตะวันออกมากว้านซื้อที่ดินโดยรอบพื้นที่ป่าดงกระแสน ทั้งที่เป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ์และที่ดินมือเปล่า เป็นเงิน 42 ล้านบาท หนึ่งในนั้น คือพื้นที่ป่าดงกระแสนซึ่งถูกตีราคาไว้เป็นเงิน 12 ล้านบาท 

   "มันเอาเงินมาให้ชาวบ้านครัวละหมื่นห้า ชาวบ้านก็รับไป ยายบ่รับ มันจะให้ยายสามแสน บ่รับ ยายไปหานายอำเภอ ไปผู้เดียว นายอำเภอบอกให้ยายขายป่าดงกระแสน ขายให้เขาไปเถอะ เป็นที่ไม่มีเอกสาร ยายเลยบอกมันว่าป่าดงกระแสน ยายบ่ขาย ถ้าขายได้ ยายจะขายที่ว่างหน้าอำเภอนี่แหละ เพิ่นบ่ช่วย ยายก็กลับบ้าน"

   ไปเดี่ยวบ่ไหว ยายสีกลับมาตั้งหลัก แล้วรวบรวมชาวบ้านอีก 5-6 คนไปเป็นเพื่อน ทำหนังสือไปผู้ว่าราชการนครพนม (ในสมัยนั้นคือนายมังกร กองสุวรรณ) คราวนี้ได้ผล เพราะมีการติดตามเรื่อง ทำให้เรื่องการกว้านซื้อที่ยุติลง

"เจ้าปู่ดงกระแสนช่วยแล้ว ป่าดงกระแสนเป็นของหมู่เฮา"

ในปี 2543 ศาลจังหวัดนครพนม พิพากษาให้ป่าดงกระแสนเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ป่าดงกระแสน จึงยังคงเป็นป่าชุมชนสืบมา

จิตวิญญาณที่ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน

ความดีงามของยายสี จารึกไว้ในจิตใจของลูกหลาน ที่ถือเป็นแบบอย่าง

   "มีอย่างที่ถอดแบบคุณยายสีมาเลย ถึงแม้จะไม่เข้มข้นเท่าคุณยายสี อย่างนางแพงดี สานาผา นี่เป็นลูกสาว นางแช่ม สานาผา เป็นหลาน นางเลี้ยง สีวะสุด นายเลียง สานาผา นางสน สานาผา...สามคนนี่เป็นลูก ยังมีนางสมดี สานาผา คนนี้เป็นลูกสะใภ้ ที่ว่ามานี่เป็นตัวตายตัวแทนคุณยายสีได้เลย" นายไสว ขอดเมชัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาดอกไม้ คนปัจจุบัน เล่าด้วยความภาคภูมิใจ วีรกรรมของยายสีเป็นที่รู้จักกว้างขวางในท้องถิ่น ตอนหลังก็มีหลายหน่วยงานมาให้การสนับสนุน ทั้งการทำแนวกันไฟโดยรอบป่าดงกระแสน มีนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ เข้ามาศึกษาเรียนรู้อยู่เป็นประจำ

   14 กันยายน 2551 ต่อหน้าธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต พระราชทาน และศาลเจ้าปู่ดงกระแสน ยายสีเอ่ยปากว่า

   "ลูกหลานเอ๊ย ยายขอมอบป่าดงกระแสนให้เด้อ ช่วยกันปกปักรักษาไว้ให้ลูกหลานเฮา ยายแก่แล้ว ยายดูแลบ่ไหวแล้ว"

ยายสีให้ข้อคิด ก่อนที่เราจะลาจากกันว่า

   "ดินเป็นของในหลวง ดินที่มีตราครุฑ ในหลวงพระราชทานให้เฮาได้ใช้ พวกเฮาน่าจะอนุรักษ์ต้นไม้ไว้ อย่างน้อยแปลงละต้น ไม่มีก็ปลูกขึ้นใหม่ รักษาไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน อย่าไปตัด รักษาไว้ถวายเพิ่น"

อยู่ดีมีแฮงเด้อยายเด้อ...


978