นุกูล รัตนดากุล ผู้สร้างความสมานฉันท์แห่งดินแดนด้ามขวาน จังหวัด ปัตตานี
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548
ประเภท : บุคคล
นุกูล รัตนดากุล ผู้สร้างความสมานฉันท์แห่งดินแดนด้ามขวาน จังหวัด ปัตตานี
โดย ลม้าย มานะกาน เจ้าหน้าที่โครงการพื้นที่ชุ่มน้ำจังหวัดปัตตานี คณะทำงานภูมิภาค ภาคใต้
นักวิชาการที่คลุกคลีกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ชุมชนทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมานานกว่า 20 ปี ใช้ความเป็นนักวิชาการศึกษาข้อเท็จจริง เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน ลดการเผชิญหน้า ก่อให้เกิดการหันหน้าพูดคุยกันด้วยสันติวิธี
วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2535 นายนุกูล รัตนดากุล หัวหน้าโครงการวิจัยพื้นที่ชุ่มน้ำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รับสมัครอาสาสมัครทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกับชุมชนรอบอ่าว มีหญิงสาวผู้หนึ่งมาสมัครงานและทำการนัดหมายอาจารย์นุกูล รอทั้งวันไม่เห็นแม้แต่เงา จึงเดินทางกลับบ้านที่สงขลา แล้วจดหมายมานัดหมายใหม่ในวันที่ 14 สิงหาคม วันนั้น เมื่อได้เจอกัน หญิงสาวนึกในใจว่า "วันก่อนก็เจอแล้ว แต่คิดว่าเป็นภารโรง"
คุณอิศรา เจียมวิทยานุกูล หรือ "พี่ไก่" จากคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.) แจ้งอาจารย์นุกูลว่า จะมีนักพัฒนาเอกชนจากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ มาช่วยทำงานกับชาวบ้าน กรณีที่ชาวบ้านไม่ต้องการให้เกิดโครงการเขื่อนสายบุรี (หรือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสายบุรีตอนล่าง ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) นักพัฒนาคนที่ว่าเดินทางมาที่มหาวิทยาลัย นั่งรออยู่หลายชั่วโมงก็ไม่เห็นว่ามีใครที่ลักษณะจะเป็นอาจารย์นุกูล เห็นแต่ภารโรงคนหนึ่งสวมกางเกงเก่า เสื้อม่อฮ่อมเก่าๆ ใส่รองเท้าแตะเก่าๆ ขับมอเตอร์ไซค์แก่ๆ เดินไปเดินมาอยู่ในอาคาร
12 ปีที่แล้ว ป้าเคลื่อน แกนนำวัย 74 ปี ของเครือข่ายป่าเขตร้อน เจอผู้ชายคนหนึ่งใส่รองเท้าแตะและสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เดินด้อมๆ มองๆ อยู่ใกล้เขตป่าสันทรายเทียรยา ท่ามกลางข่าวลือ "คนร้ายจับเด็กขึ้นรถตู้" ป้าแกทั้งวิ่งทั้งเดินไปบอกเพื่อนบ้านให้นำลูกหลานเข้าบ้าน สงสัยจะมีคนร้ายมาถึงบ้านเราแล้ว อีกวันหนึ่ง เห็นผู้ชายคนนี้มาอีกแล้ว นั่งอยู่ที่ศาลา 200 ปีของหมู่บ้าน วันนี้ป้าต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นใครมาจากไหน มาทำไม เอาน่า...ลองไปถามให้รู้แล้วรู้รอด
"ผม...อาจารย์นุกูลครับ สอนอยู่ที่ มอ.ปัตตานี" ป้าเคลื่อนหัวเราะก๊าก...นึกถึงวันก่อน
เรียนรู้ เพื่ออยู่อย่างนก
เมื่อ 21 ปีก่อนอาจารย์หนุ่ม อดีตนักศึกษาทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ค่อนข้างคิดว่าตัวเก่ง มีความโอหัง แต่เจตนาดี อยากเปลี่ยนแปลงโลก จะเปลี่ยนคนที่นี่จากนุ่งโสร่งเป็นสวมกางเกง
"ผมคิดว่าผมถูกครอบงำจากระบบ แต่ผมมีเจตนาดี เพราะแม่เป็นคนที่นี่ แม่อยากให้อยู่ ผมรักแม่ เลยอยู่ ผมสนใจเรื่องนก ชาวบ้านเขาเรียกผม...อาจารย์นก ผมดูนก คิดแต่ว่าจะอนุรักษ์นก ไม่มีความคิดเชิงสังคมเลย แต่เพราะนก ทำให้ผมเจอ อาจารย์นิธิ ฤทธิพรพันธ์ อาจารย์แนะนำให้ผมเดินตามทาง และขับเคี่ยวผม อาจารย์บอกว่า ถ้านุกูลจะรักษานกแต่ไม่รักษาชาวบ้าน ก็ไม่เกิดผลอะไร ต่อมาผมได้พบ กำนันลายิ สาแม ที่บ้านดาโต๊ะ ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
กำนันบอกผมว่า : มุสลิมมีความเชื่อว่าปลาไม่หมดจากน้ำ นกไม่หมดจากฟ้า
ผมเถียงว่า : ไม่หมดอย่างไร เห็นอยู่ว่ามันกำลังจะหมด
กำนันบอกต่อว่า : ถ้าเรามีความศรัทธาต่อพระเจ้า มุสลิมจะต้องอยู่แบบนก อย่าคิดอนาคต ให้อยู่อย่างนก นกหากินและไม่ต้องสะสมส่วนเกินเผื่อวันพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ยังคงมีอาหารให้นกทุกตัวได้แบ่งปันกัน
ตอนนั้นผมสงสัยว่าทำไมอ่าวปัตตานีจึงสมบูรณ์ ผมเข้าใจว่าคนที่นี่ขี้เกียจ แต่ผมเข้าใจผิด เราเข้าไม่ถึงเขาต่างหาก มันเป็นเรื่องความมั่นคงยั่งยืน เป็นเรื่องความเคารพต่อผู้อื่น เป็นเรื่องความศรัทธาต่ออัลลอฮ์ มีความหมายยิ่งใหญ่มาก มนุษย์มีตุ่มกระตุ้นความโลภ ถ้าเราไม่เคารพจิตวิญญาณ จะมีปัญหา และจะสร้างปัญหาให้แก่โลก คนที่อ่าวปัตตานีบริสุทธิ์ เขาซื่อบริสุทธิ์ แต่บางทีเขากลายเป็นเหยื่อ กรณีโครงการ Sea food Bank น่าเป็นห่วงมาก ทะเลซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของพระเจ้า กำลังจะถูกจัดสรรให้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ให้แก่คนที่เรียกตัวเองว่า "คนจน"
ในนิยามอิสลาม คนจนคือคนที่มีสิทธิ์ได้รับเงินซากาต ต่างหาก เหล่านี้เป็น "ดายา" เป็นปีศาจตาเดียว ชาวบ้านไม่มีอะไรจะสู้รบเลย ผมเข้าไปร่วมกับชาวบ้านเพราะศรัทธาในจิตวิญญาณของเขา ผมเข้าไปด้วยใจของผม ผมใช้เครื่องมือ คือโครงการวิจัย ซึ่งมหาวิทยาลัยเอื้อต่อผม และทีมงาน ผมทำงานกับนักศึกษาผ่านรายวิชาที่ผมสอน เราทำงานบางเรื่องที่เล็กให้ใหญ่ จุดประกายผู้คนให้เกิดสำนึก เรามีเครือข่ายความดี 42 กลุ่ม/องค์กร ในภาคใต้ เราหวาดกลัวกับการพัฒนาที่ไม่เข้าใจธรรมชาติและผู้คน เรากลัว 4D คือ Dam-เขื่อน Dike-คันดินถนน Dredge-ขุดลอก และ Development-พัฒนา"
คน น้ำ ป่า...วิถีพึ่งพาและผูกพัน
เมื่อสังคมซับซ้อน สับสน มีความไม่เป็นธรรม คนมีอำนาจจำนวนน้อย กลับมีอำนาจบาตรใหญ่ คนชั้นล่างในแผ่นดินเดือดร้อนทุกข์ยาก คนทำงานกับผู้ด้อยโอกาสในสังคม อ่อนล้า สับสน เป็นทุกข์ ไม่รู้จะอยู่ส่วนไหน และทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ "สังคมที่ดี" เพราะแนวทางที่จะทำงานกับผู้ด้อยโอกาสมีน้อยลงทุกวินาที แต่อาจารย์นุกูลก็ยังยืนยันมั่นคงและมุ่งมั่นทำงาน โดยใช้ "ฐานทรัพยากรธรรมชาติ" เชื่อมโยงร้อยรัดกับวิถีชีวิตของผู้คนตามสายน้ำ ชายฝั่งทะเล แม่น้ำ พรุ ทุ่งราบ เชิงเขา และป่าต้นน้ำ "จากภูเขาถึงทะเล" ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างผู้คนตามฐานทรัพยากรที่ต่างกัน จนเป็นเพื่อนและเครือข่ายแห่งจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี เครือข่ายพรุลานควาย เครือข่ายองค์กรชาวบ้านพิทักษ์ลุ่มน้ำสายบุรี เครือข่ายป่าเขตร้อน และเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจารย์ทำหน้าที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ คนชั้นกลาง นักศึกษา นักเรียน เพื่อให้ "รู้จัก" "เข้าใจ" บริบทแห่ง "คน น้ำ ป่า วิถีพึ่งพาและผูกพัน" พร้อมทั้งร่วมใจกันพัฒนา เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายกันระหว่างผู้คนที่แตกต่าง และระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ชีวิตเช่นนี้ดำเนินมากว่า 20 ปี และจะยังดำเนินต่อไปในเวลาที่เหลือของชีวิต
การทำงาน คือการทำบุญ
และการทำบุญร่วมกัน ย่อมสร้างสันติสุขแก่โลก
เหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้คนทำงานเพื่อสังคมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำงานโดยยึดหลักสันติวิธีมานานนับ 10 ปี ต่างงุนงง สับสน หวาดกลัว ประหนึ่งยืนบนทางด่วน จะถอยหลังก็กลัวไม่ถึงจุดหมาย จะหยุดอยู่กับที่ก็มิใช่วิสัยของมนุษย์พันธุ์นี้ จะไปข้างหน้าก็กลัวภยันตราย เพราะเบื้องหน้าเห็นผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายระเนระนาด แม้ไม่กลัว แต่พ่อ แม่ พี่น้อง สามี ภรรยา ลูกเมีย และญาติมิตรที่รักและห่วงใย ก็กลัวแทน เพราะอาณาจักรที่พวกเขายืนอยู่ กลายเป็น "อาณาจักรแห่งความหวาดกลัว" และที่น่าเศร้าที่สุดคือกำลังจะกลายเป็น "อาณาจักรแห่งความเกลียดชัง"
ภายในอาณาจักรของท้องถิ่นก็เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และหวาดระแวงไม่ไว้วางใจกัน ผู้คนภายนอกท้องถิ่นจำนวนหนึ่งยิ่งไม่รู้จัก ยิ่งไม่เข้าใจ และสั่งสมความกลัว ความเกลียดชังต่อคนท้องถิ่น 3 จังหวัด ความเกลียดชังก่อรูปธรรม รับรู้ สัมผัสได้
อาจารย์นุกูลบอกว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศและโลกของเรา เพราะในแต่ละที่ล้วนมี "ใบไม้แห้ง" ที่พร้อมจะติดไฟ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าเราจะราด "น้ำมัน" หรือ "น้ำเย็น"
เหตุการณ์ 28 เมษายน และ 26 ตุลาคม 2547 และเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ตลอด 2 ปี ชาวบ้านแบกทุกข์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่พวกเขายังทำงานอยู่ในเส้นทางเดิมและทำงานหนักมากขึ้น ทำงานกับผู้คนที่หลากหลายขึ้น โดยใช้ความรัก ความผูกพันที่สร้างสมกันมานานในเครือข่ายฐานทรัพยากรและเครือข่ายประชาสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้นทุนก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน บนมรรควิธี "สันติ" เพื่อจุดมุ่งหมายปลายทางร่วม คือ สันติสุขแห่งสังคม
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีเบื้องหลังสำคัญอยู่ที่ประโยคหนึ่งของอาจารย์นุกูล ที่เอ่ยไว้เมื่อกลางปี 2547 ที่สำนักงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
"ให้พวกเราถือเสียว่า การทำงานคือการทำบุญ"
นี่คือกำลังใจสำคัญ...ที่บุรุษคนนี้มอบให้นักพัฒนาทั้งหลายในดินแดนที่มืดมน